“ดอกขจร” ปลูกกินได้..คุณค่า

หากจะพูดถึงดอกไม้ที่นำมารับประทานนั้น มีอยู่หลายชนิดด้วยกัน เช่น บัว ดอกเเค อัญชัน กระเจียว ฯลฯ และหนึ่งในดอกไม้ที่ผู้คนนิยมนำ มารับประทานนั่น คือ “ดอกขจร” โดย บางพื้นที่จะมีชื่อเรียกแตกต่างกันไป อาทิ ดอกสลิด สลิดคาเลา สลิดป่า ผักสลิด กะจอน ขะจอน ผักขิก เนื่องจาก ยอดอ่อนของดอกขจร ทั้งดอกตูมและดอกบาน สามารถนำ มาประกอบอาหารได้หลายประเภท ทั้ง ต้มจืด แกงส้ม ต้มยำ รวมนำไปลวกจิ้มกับนํ้าพริก ก็ได้รสชาติอร่อยเช่นกัน นอกจากนั้นสรรพคุณทางยาของดอกขจรล้วนมี คุณประโยชน์ต่อร่างกาย อาทิ ยอดอ่อน ดอก และลูกอ่อน สามารถบำรุงธาตุ บำรุงตับ ปอด ลดเสมหะส่วนราก ช่วยถอนพิษได้

ดอกสลิด หรือ ดอกขจร ผักบ้านๆ ที่กระแสความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งปัจจุบันต้นขจรที่ปลูกกันอยู่ในบ้านเรามีอยู่ 2 สายพันธุ์ คือ “ขจรพันธุ์พื้นบ้าน” ซึ่งดอกจะมีขนาดเล็ก ออกดอกเฉพาะช่วงหน้าฝน และอีกพันธุ์ก็คือ “ขจรพันธุ์ดอก” ซึ่งได้มาจากการคัดเลือกสายพันธุ์พื้นบ้าน จนได้ขจรพันธุ์ที่มีดอกใหญ่ ออกดอกดก

บริโภคไม้ดอกลดความเสี่ยงโรคมะเร็ง เหตุผลที่ทำให้ “ดอกขจร” ได้รับความนิยมเพราะ ติดใจในรสชาติ..หวานๆกรุบกรอบที่ลิ้น นำไปทำอาหารได้หลายเมนูและที่สำคัญ ต้นขจร ปลูกง่ายโตเร็ว ทนแล้งได้ดี เหมาะสำหรับ ” มือใหม่ หัดปลูก” อย่างเรามากๆ  และประโยชน์ของดอกขจร ที่ดีต่อสุขภาพ สามารถลดความเสี่ยงจากโรคมะเร็งได้เป็นอย่างดี พร้อมทั้งอุดมไปคุณค่าจากใยอาหารช่วยในเรื่องของระบบขับถ่ายให้ทํางานเป็นปกติ ส่วนที่มีคุณค่าทางอาหารมากที่สุดของขจร นั่นคือ “ยอดอ่อน”

การปลูกและดูแลรักษาวิธีที่เกษตรกรนิยมมีด้วยกัน 2 วิธี

เนื่องจากต้นขจรไม้เลื้อยที่ชอบความโปร่ง ดังน้ันพื้นที่ปลูกต้องให้แสงส่องถึงตลอดเวลา โดยแปลงปลูกจะใช้ไม้ไผ่สูงประมาณ 1.5 – 2 เมตร ปักต่อกันเป็นเส้นตรง แต่ละเสาห่างกัน 1 เมตร และขึงตาข่ายเป็นแนวยาว

  • “การชำกิ่ง” โดย ตรียมดินเพาะชำประกอบด้วย แกลบเผา 2 ส่วน ดินร่วน 2 ส่วน ปุ๋ยหมัก1 ส่วน ผสมให้เข้ากันใส่ไว้ในถุง จากนั้นนำกิ่งที่ไม่อ่อนและไม่แก่เกินไป ประมาณ 2 – 3 ข้อ เอาด้านโคนชุบนํ้ายาไตรโคเดอร์มา กันเชื้อรา ปักลงไปถุง รดนํ้าให้ชุ่มพักในที่ร่ม เมื่อแตกตากิ่งหรือตายอดยาว 1 คืบ ย้ายไปปลูกในแปลง
  • “การตอน” ใช้ขุยมะพร้าวแช่นํ้าไว้ 1 คืน ใส่ถุงพลาสติกมัดหนังยางไว้ใช้เป็นถุงตอน เวลาตอนให้กรีดถุงด้านหนึ่งแล้วนำไปหุ้มตรงข้อของเถาขจร มัดให้แน่น ตอนข้อเว้นสองข้อ ประมาณ 20 วัน ขจรจะเริ่มออกราก ส่วนการเตรียมดินเพื่อปลูก ไถพรวนยกร่องแปลง กว้าง 4 – 6 เมตร เว้นระยะห่างระหว่างแปลงประมาณ 80 ซม. และต้องทำค้างให้เป็นทางสำหรับยอดขจรเลื้อยขึ้นไปโดยใช้ไม้ไผ่ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 5-6 นิ้ว ทำเป็นเสาหลัก 2 เสา ปักห่างกัน 2 เมตร สูงจากพื้นดิน 1.50 เมตร ปักตามแนวยาวของแปลง ระหว่างเสาหลักจะใช้ไม้ไผ่เส้นผ่าศูนย์กลาง 2 – 3 นิ้วปัก แล้วใช้ไม้ไผ่ผ่าซีกผูกเป็นขั้นบันได 5-6 ขั้น จากนั้นขุดหลุมลึก 30 – 50 ซม.นำกิ่งชำหรือกิ่งตอนที่มีรากแข็งแรงลงปลูกเกลี่ยดินกลบโคนให้แน่นรดนํ้าให้ชุ่ม

ควรให้ปุ๋ยอินทรีย์นํ้าสัปดาห์ละ 1 ครั้ง ปุ๋ยคอกและปุ๋ย หมักใส่ที่โคนต้นได้เรื่อยๆ แต่สิ่งสำคัญ คือ ต้องตัดแต่งกิ่งที่แก่ทิ้ง อยู่เสมอ โดยให้ตัดสูงจากพื้นดิน 25 เซนติเมตร เพื่อให้แตกยอดใหม่ ตัดแต่งกิ่ง 2 – 3 สัปดาห์ ยอดใหม่จะแตกมีดอกให้เก็บได้หลายปี โดยต้นขจรจะออกดอกหลังจากย้ายลงแปลงปลูกราว 30 วัน และจะให้ผลผลิตมากที่สุดช่วงอายุ 8 – 10 เดือน โดย เฉพาะในช่วงเดือน พฤษภาคม – กรกฎาคม ส่วนในช่วงเดือน พฤศจิกายน – ธันวาคม ผลผลิตจะเริ่มลดลง เพราะเป็นช่วงฤดูหนาว “ขจร” ถือเป็นดอกไม้อีกชนิดที่น่าจะจัดเป็นพืชเศรษฐกิจ ตัวใหม่ที่ไม่ควรมองข้าม เนื่องจากพอถึงช่วงเวลาที่ต้นขจรโตเต็ม ที่อายุราว 6 เดือน เกษตรกรสามารถเก็บดอกขายได้ในราคา กิโลกรัมละ 120-230  บาท (อ้างอิงราคาตลาดสี่มุมเมือง ณ​ วันที่ 4 3 2560)  นอกจากนี้ ยังเพาะต้นกล้าขจรขายเป็นรายได้อีกทางหนึ่ง

ดอกไม้นอกจากจะให้ความสดชื่นสวยงามแล้ว บางชนิดนำมาประกอบอาหารได้ อุดมไปด้วยคุณประโยชน์ต่อร่างกาย ด้วยราคาที่สูงขึ้น ถ้ามีการส่งเสริมให้เกษตรกรหันมา ปลูกต้นขจรให้แพร่หลายกว่านี้ เชื่อว่าสร้างรายได้ให้เกษตรกรจุนเจือมาเลี้ยงครอบครัวได้แน่นอน

ข้อมูล : “ดอกขจร” ปลูกกินได้คุณค่า … ปลูกขายได้ราคา กรมวิชาการเกษตร


Contributor :

        นามปากกา :  กระดาษศา กระดาษแห่งสาระ

เดินทางสายเกษตร-เกษตรอินทรีย์มายาวนาน สนุกกับการศึกษา ค้นคว้า เทคนิค เคล็ดลับ ความรู้ใหม่ๆ ต่อยอดวงการเกษตรไทย


ฝากคำถามเรื่องเกษตรกรรม การป้องกัน, การรักษาโรคพืช,  การกำจัดแมลงศัตรูพืช, หรือสอบถามข้อมูลผลิตภัณฑ์ได้ที่ Line Add Friends ครับ

เพิ่มเพื่อน

ปลูกแบบอินทรีย์ ชีวิตยืนยาว