หนอนใยผัก (Diamondback moth)

หนอนใยผัก เป็นศัตรูพืชที่เป็นตัวอ่อนในระยะดักแด้ของผีเสื้อ พบระบาดและทำความเสียหายอย่างรุนแรงกับพืชชนิดผักตระกูลกะหล่ำ (Cruciferae) โดยชอบแทะกินผิวใบด้านล่าง และปล่อยเหลือผิวใบด้านบนไว้เป็นเยื่อโปร่งแสงเป็นวงกว้าง หากมีการระบาดมากจะกัดกินจนเหลือแต่ก้านใบหรือใบแหว่งเหี่ยวตายได้ง่าย หากมีสิ่งรบกวนจากภายนอกหนอนใยผักจะดิ้น และสร้างใยทิ้งตัวห้อยลงบนพื้น

ลักษณะหนอนใยผัก

  • ระยะตัวเต็มวัย (ผีเสื้อกลางคืน)
    ระยะตัวเต็มวัยของหนอนใยผักจะเป็นผีเสื้อกลางคืนขนาดเล็ก อาศัยอยู่ตามใบพืชต่างๆ โดยเฉพาะพืชผัก ลำตัวมีสีเทาอ่อน ปีกจะแนบติดลำตัวเวลาเกาะจับ ปีกคู่หน้ามีแถบสีเหลืองขาวในแนวยาวของลำตัว ด้านข้างลำตัวมองเห็นเป็นรูปสามเหลี่ยม 3 อัน โดยทั่วไปเพศผู้จะมีสีเข้มกว่าเพศเมีย โดยเฉพาะบริเวณปีกคู่หลังที่มีแถบสีเหลืองอยู่บริเวณขอบปีก ลักษณะสภาพอากาศ และอุณหภูมิมีผลต่อการเติบโต และขยายพันธุ์ โดยพบว่าระยะไข่จนถึงตัวเต็มวัย ช่วงอุณหภูมิที่เหมาะสมต่อการขยายพันธุ์ คือ 10 – 30 องศาเซลเซียส สามารถเพิ่มจำนวนรุ่นผีเสื้อได้ตั้งแต่ 2 – 10 รุ่น

  • ระยะไข่
    ไข่มีขนาดเล็ก สีขาวออกเหลืองอ่อน มีลักษณะค่อนข้างกลมรี ผิวเรียบ ขนาด 3.5 – 4.5 มม. ในระยะก่อนใกล้ฟักตัวจะเปลี่ยนเป็นสีดำ ระยะฟักตัวประมาณ 2-3 วัน หากอุณหภูมิ 25 – 26 องศาเซลเซียส พบว่า อัตราการฟักออกจากไข่ได้มากกว่า 94% ในช่วงเวลา 3 – 6 วัน สำหรับผีเสื้อเพศเมีย 1 ตัว สามารถวางไข่ได้ประมาณ 20-360 ฟอง ขึ้นอยู่กับช่วงแสง อุณหภูมิ อาหาร อายุ และสายพันธุ์

  • ระยะดักแด้
    ระยะดักแด้ในช่วงแรก ตัวดักแด้จะสร้างใยบางๆ หุ้มตัวเองหลายชั้นเกาะติดบริเวณใต้ใบพืช เมื่อเวลาผ่านไปสีของเส้นใยจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลจนถึงดำ ระยะดักแด้จะใช้เวลาประมาณ 4 – 15 วัน ขึ้นอยู่กับฤดู และอุณหภูมิ สำหรับฤดูร้อน และฤดูฝนจะมีระยะดักแด้ประมาณ 4-5 วัน ส่วนฤดูหนาวจะใช้เวลาประมาณ 5 – 6 วัน สำหรับประเทศไทยระยะดักแด้ใช้เวลาเพียง 3 – 5 วัน ขึ้นอยู่กับฤดู และอุณหภูมิ

  • ระยะหนอน

เมื่อใกล้ระยะฟักตัวเปลือกผิวไข่จะเปลี่ยนเป็นสีดำ ตัวหนอนจะใช้ฟันแทะเปลือกไข่เป็นวงกลมพอหลวมตัวออกมา สำหรับระยะหนอน แบ่งออกเป็น 4 ระยะ ประกอบด้วยตัวอ่อนระยะที่ 1 และ 2 มีลักษณะลำตัวขนาดเล็ก ผิวสีซีด ส่วนหัวสีน้ำตาลอ่อน และระยะที่ 3 และ 4 จะมีสาร cuticle ปกคลุมลำตัวหนามากขึ้นทำให้ลำตัวมีความแข็งแรงขึ้น ทั้ง 4 ระยะ จะใช้เวลาประมาณ 10-30 ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศ อาหาร ความชื้น และอุณหภูมิ

หนอนใยผักพบมากตามแปลงปลูกพืชตระกูลกะหล่ำ เช่น กะหล่ำปลี, กะหล่ำดอก, คะน้า,กวางตุ้ง เป็นต้น โดยในประเทศไทยพบมีการระบาดอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปีในเกือบทุกพื้นที่ และมักพบการแพร่ระบาดในช่วงเดือนมกราคม–เมษายน ของทุกปี ซึ่งเป็นช่วงที่มีอุณหภูมิเหมาะสมต่อการขยายพันธุ์

การป้องกัน และกำจัด

การป้องกัน และกำจัดหนอนใยผัก สามารถทำได้หลายวิธี แต่หนอนใยผักมีช่วงชีวิตสั้น และมียีนที่สามารถพัฒนาและต้านทานต่อสารกำจัดแมลงได้ ดังนั้นการป้องกันและกำจัดจึงควรใช้วิธีหลากหลายร่วมกัน

  •  การควบคุมโดยวิธีธรรมชาติ
    แตนเบียน เป็นศัตรูธรรมชาติของหนอนใยผัก ได้แก่ แตนเบียนหนอน และแตนเบียนดักแด้ ทั้งสองชนิดจะจับกินหนอนใยผักในระยะหนอน และระยะดักแด้เป็นอาหาร การกำจัดโดยใช้ราก็เป็นวิธีหนึ่งที่นิยมในปัจจุบัน เชื้อราที่นิยมได้แก่ เชื้อราบิวเวอร์เรีย เป็นเชื้อราที่สามารถทำลายหนอนใยผักได้ทุกระยะ รวมถึงในระยะผีเสื้อด้วย นอกจากนั้น อาจใช้วิธีการกำจัดด้วยเชื้อแบคทีเรีย บีที ซึ่งจะใช้โดยวิธีการฉีดพ่นในรูปของสารละลายน้ำ
  • การควบคุมโดยวิธีเขตกรรม

– การปลูกพืชหมุนเวียน จะช่วยตัดวงจรชีวิตของหนอยใยผัก ไม่ควรปลูกพืชซ้ำๆ ชนิดเดิมๆ ตลอดปี

– การกำจัดพืชผักที่มีการระบาดของหนอนใยผักออกให้หมด ด้วยการฝัง การเผา การหมักน้ำ หรือการทำปุ๋ยหมัก วิธีนี้จะช่วยหยุดการระบาดของหนอนไปสู่แปลงอื่นๆได้

– การให้น้ำด้วยระบบ sprinkler แทนระบบน้ำหยดสามารถเป็นวิธีหนึ่งที่ควบคุมหนอนใยผักได้ เนื่องจากการให้น้ำเป็นฝอยหรือหยดจากด้านบนของแปลงผักสามารถทำให้ไข่หรือหนอนใยผักในระยะอ่อนร่วงลงด้านล่างหรือจมน้ำได้ อีกทั้งทำให้ไม่เอื้อต่อการวางไข่ของผีเสื้อกลางคืน

  • การใช้กับดักแมลง

– การใช้กับดักแสงไฟ เป็นวิธีที่เกษตรกรนิยมวิธีหนึ่ง ซึ่งสามารถให้ประโยชน์ทั้งในด้านการกำจัดแมลงศัตรูพืช โดยเฉพาะชนิดที่เป็นผีเสื้อ วิธีนี้มักใช้หลอดเรืองแสงสีน้ำเงินขนาด 20 หรือ 40 วัตต์ เปิดไว้ในเวลากลางคืนบริเวณบ้านหรือแปลงผัก โดยด้านล่างหลอดไฟจะมีตุ่มหรือภาชนะใส่น้ำคอยรองรับแมลงที่ร่วงลงมา

– การใช้กับดักกาว เป็นวิธีที่ใช้กาวเหนียวเป็นกับดัก ด้วยการทากาวบนแผ่นไม้ ท่อนไม้ ปักทิ้งไว้ตามแปลงผัก หรือ ใช้ร่วมกับกับดักแสงไฟ เมื่อแมลงบินมาจับ แมลงจะติดกับกาวแน่นไม่สามารถขยับได้

ไม่ว่าจะวิธีใดก็ตามการกำจัดโดยไม่พึ่งสารเคมี หรือ พยายามเลี่ยงใช้ให้ (น้อย) ที่สุด จะเป็นผลดีทั้งต่อตัวเกษตรกร เนื่องจากการใช้เคมีไปนานๆ นอกจากมีโอกาสที่ศัตรูพืชจะดื้อยาแล้ว ซ้ำยังต้องเติมต้นทุนอยู่เรื่อยๆ ซ้ำร้ายพิษภัยจากสารเคมีของสารเคมีจะเข้าไปยังร่างกายของตัวเกษตรกรเอง และผู้บริโภคเอง “อย่าลืมนะคะ!!!ร่างกายเราไม่มีอะไหล่ขายค่ะ”

ที่มา: สำนักพัฒนาคุณภาพสินค้าเกษตร กรมส่งเสริมการเกษตร


Contributor :

        นามปากกา :  กระดาษศา กระดาษแห่งสาระ

เดินทางสายเกษตร-เกษตรอินทรีย์มายาวนาน สนุกกับการศึกษา ค้นคว้า เทคนิค เคล็ดลับ ความรู้ใหม่ๆ ต่อยอดวงการเกษตรไทย


ฝากคำถามเรื่องเกษตรกรรม การป้องกัน, การรักษาโรคพืช,  การกำจัดแมลงศัตรูพืช, หรือสอบถามข้อมูลผลิตภัณฑ์ได้ที่ Line Add Friends ครับ

เพิ่มเพื่อน

ปลูกแบบอินทรีย์ให้ยืนยาว เเล้วใช้ชีวิตให้ยืนยง