เชื้อบีที ฆ่าแมลงได้อย่างไร??

โดยทั่วไปแล้วเชื้อบีทีจะทำลายเฉพาะตัวอ่อนของเมลงเท่านั้น เช่น ตัวหนอน หรือลูกน้ำยุง  จะไม่ทำลายศัตรูพืชระยะที่เป็นไข่หรือตัวเต็มวัย  ยกเว้นบีทีบางสายพันธุ์ที่สามารถทำลายได้ทั้งตัวอ่อน และตัวเต็มวัยของด้วงปีกแข็งบางชนิด เชื้อบีทีจะเข้าทำลายแมลงได้ก็ต่อเมื่อแมลงกินบีทีซึ่งมีส่วนประกอบของสปอร์และผลึกโปรตีนเข้าไปในกระเพาะอาหาร ทำให้ระบบการย่อยอาหารและระบบทางเดินอาหารถูกทำลาย ระดับความเป็นกรดด่างภายในลำตัวของแมลงเปลี่ยนไป ส่งผลให้แมลงเป็นอัมพาตหรือเคลื่อนไหวช้าลง  ทำให้แมลงไม่สามารถกินอาหารได้ ขณะเดียวกันเมื่อผนังของกระเพาะอาหารถูกทำลาย สปอร์ของบีทีที่อยู่ใน



กระเพาะอาหาร สามารถไหลผ่านจากรูแผลบนผนังกระเพาะเข้าสู่ระบบเลือดของแมลง   จะขยายทวีจำนวนเพิ่มมากขึ้น ทำให้โลหิตเป็นพิษ ชักกระตุก เป็นอัมพาต และตายในที่สุด เชื้อบีทีจะทำลายแมลงโดยใช้ระยะเวลา 2-3 วัน ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับขนาดของแมลง และปริมาณเชื้อของบีทีที่แมลงกินเข้าไปด้วย

ลักษณะอาการของแมลงที่ได้รับเชื้อบีที

  • หยุดกินอาหาร
  • เคลื่อนไหวเชื่องช้า มีอาการเซื่องซึมและสะลึมสะลือ
  • โลหิตเป็นพิษ ชักกระตุกและเป็นอัมพาตทั่วตัว
  • ตาย หลังจากตายแล้ว ซากของแมลงจะยังคงรูปร่างเดิมแต่เปลี่ยนสีจากเดิม โดยจะเปลี่ยนเป็นสีเหลือง สีน้ำตาล และดำในที่สุด

ชนิดของแมลงศัตรูพืชที่สำคัญที่สามารถควบคุมด้วยเชื้อบีที

หนอนใยผัก  หนอนคืบกะหล่ำ  หนอนกระทู้ผัก  หนอนกระทู้หอม  หนอนร่านกินใบปาล์ม  หนอนแปะใบ หนอนเจาะลำต้นข้าวโพด หนอนแก้วส้ม หนอนกินสนสามใบ หนอนหน้าแมว หนอนเจาะสมอฝ้าย เป็นต้น

ข้อดีของการใช้เชื้อบีที

  1. เป็นจุลินทรีย์ที่มีความเฉพาะเจาะจงต่อแมลงศัตรูพืชเป้าหมายสูง ไม่มีผลกระทบต่อแมลงศัตรูธรรมชาติซึ่งได้แก่ แมลงห้ำ แมลงเบียน ตลอดจนแมลงที่มีประโยชน์อื่นๆ
  2. เป็นจุลินทรีย์ที่มีประสิทธิภาพสูงเมื่อเปรียบเทียบกับจุลินทรีย์ชนิดอื่นๆ สามารถนำมาใช้ควบคุมแมลงศัตรูพืชได้ มีการผลิตจำหน่ายอย่างกว้างขวาง ซึ่งนำมาใช้ทดแทนสารเคมีกำจัดแมลงศัตรูพืชได้
  3. มีความสามารถในการควบคุมแมลงศัตรูพืชอย่างกว้างขวาง เพราะแบคทีเรียบีทีมีหลากหลายสายพันธุ์โอกาสที่แมลงสร้างความต้านทานต่อแบคทีเรียบีทีมีน้อยกว่าสารเคมีกำจัดแมลง
  4. มีความปลอดภัยต่อเกษตรกรผู้ใช้และผู้บริโภค เนื่องจากได้มีการทดลองแล้วว่าปลอดภัยต่อมนุษย์ สัตว์ และพืช
  5. ไม่มีฤทธิ์ตกค้างเมื่อนำมาใช้บนพืชผัก หลังจากเก็บผลิตผลแล้วสามารถนำมาล้างทำความสะอาดแล้วบริโภคได้ทันที
  6. สามารถนำไปใช้ร่วมกับวิธีป้องกันกำจัดวิธีการอื่นๆ ได้เป็นอย่างดี สามารถนำไปใช้ร่วมกับสารกำจัดชนิดต่างๆ หรือนำไปทดแทนการใช้สารเคมีกำจัดแมลงในแหล่งที่มีปัญหาแมลงศัตรูพืชดื้อต่อสารเคมี

วิธีการใช้เชื้อบีที

  1. ควรอ่านฉลากข้างภาชนะบรรจุเสียก่อน เพื่อให้ทราบว่าเชื้อบีทีชนิดนี้สามารถควบคุมแมลงศัตรูพืชชนิดใดได้บ้าง มีชื่อแมลงศัตรูพืชที่ต้องการกำจัดระบุอยู่บนฉลากหรือไม่
  2. เชื้อบีทีเป็นสิ่งมีชีวิต จะถูกทำลายโดยรังสีอุลตร้าไวโอเลต (UV) จากแสงแดด ดังนั้น จึงควรพ่นบีทีหลังบ่ายสามโมงเย็นไปแล้ว จะช่วยยืดอายุเชื้อบีทีบนต้นพืชให้มีประสิทธิภาพอยู่ได้นานขึ้น
  3. แมลงต้องกินเชื้อบีทีเข้าไป จึงจะสามารถทำลายแมลงได้ แมลงศัตรูผักบางชนิด เช่น หนอนใยผัก หนอนคืบกะหล่ำ มักอาศัยกัดกินอยู่ด้านล่างของใบ ดังนั้น การพ่นบีทีควรครอบคลุมบริเวณส่วนล่างของใบพืชด้วย   จึงจะสามารถควบคุมหนอนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  4. การปรับหัวฉีดเครื่องพ่นสารให้ละอองเล็กที่สุดจะช่วยให้ละอองยาเกาะผิวใบได้ดี และช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการควบคุมแมลงได้ดีขึ้น
  5. ควรผสมสารจับใบในการพ่นเชื้อบีทีทุกครั้งตามอัตราแนะนำการใช้ที่ข้างขวด
  6. การพ่นเชื้อบีทีควรพ่น เมื่อสำรวจพบหนอนตัวเล็ก  ซึ่งเป็นหนอนวัยแรกๆ (วัย 1-3)   จะให้ผลในการควบคุมดีกว่าการพ่นเชื้อเมื่อพบหนอนตัวใหญ่ (วัย 4-5)
  7. ไม่ควรผสมเชื้อบีทีกับสารป้องกันกำจัดโรคพืช เพื่อใช้พ่นในคราวเดียวกัน    ทั้งนี้เนื่องจากสารป้องกันกำจัดโรคพืชบางชนิดอาจทำให้เชื้อบีทีเสื่อประสิทธิภาพได้
  8. เนื่องจากเชื้อบีทีออกฤทธิ์ช้า ใช้เวลา 2-3 วัน  แมลงถึงจะตาย  ดังนั้น การใช้อัตราสูงกว่าคำแนะนำไม่ช่วยให้แมลงตายเร็วขึ้น การใช้อัตราต่ำกว่าคำแนะนำ  จะส่งผลทำให้แมลงไม่ตาย และทำความเสียหายแก่ผลผลิต จึงควรใช้เชื้อบีทีตามอัตราที่แนะนำ
  9. เมื่อพบการระบาดของแมลงรุนแรง ควรพ่นเชื้อบีทีตามอัตราแนะนำ   โดยพ่นติดต่อกัน 3 ครั้ง   ระยะห่างกัน 3-4 วัน จะช่วยลดความเสียหายจากแมลงได้ดีกว่าการพ่นเพียงครั้งเดียว

คำแนะนำในการใช้เชื้อบีทีให้มีประสิทธิภาพสูงสุด

  1. ควรใช้เชื้อบีทีในขณะที่หนอนยังตัวเล็กหรือเริ่มฟักออกจากไข่
  2. ควรใช้แบคทีเรียบีทีในช่วงเย็น เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้บีทีถูกแสงแดดทำลาย ในกรณีที่แปลงปลูกพืชมีความชื้นน้อย ควรให้น้ำก่อนพ่นเชื้อบีที
  3. ควรพ่นเชื้อบีทีทุก 3-5 วัน และใช้ต่อเนื่องกัน 4-5 ครั้ง พ่นให้ทั่วถึงและสม่ำเสมอในแปลงปลูก ควรหลีกเลี่ยงการผสม บีทีกับสารเคมีกำจัดศัตรูพืช
  4. ผลิตภัณฑ์บีที ที่มีประสิทธิภาพ ไม่ควรมีลักษณะรวมตัวกันเป็นก้อนแข็งหรือสูตรน้ำก็ไม่ควรมีการตกตะกอนหรือแยกชั้น

การเก็บรักษาเชื้อบีที

ควรปิดฝาขวดหรือกล่องให้สนิท เพื่อป้องกันความชื้น และเก็บในที่เย็นหรือร่ม ไม่ให้ถูกแสงแดดและความร้อน


Contributor :

        นามปากกา :  กระดาษศา กระดาษแห่งสาระ

เดินทางสายเกษตร-เกษตรอินทรีย์มายาวนาน สนุกกับการศึกษา ค้นคว้า เทคนิค เคล็ดลับ ความรู้ใหม่ๆ ต่อยอดวงการเกษตรไทย


ฝากคำถามเรื่องเกษตรกรรม การป้องกัน, การรักษาโรคพืช,  การกำจัดแมลงศัตรูพืช, หรือสอบถามข้อมูลผลิตภัณฑ์ได้ที่ Line Add Friends ครับ

เพิ่มเพื่อน

ปลูกแบบอินทรีย์ให้ยืนยาว เเล้วใช้ชีวิตให้ยืนยง