เตือนเกษตรกร เฝ้าระวังโรคใบด่างมันสำปะหลัง

โรคใบด่างมันสำปะหลัง เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัส Sri Lankan cassava mosaic virus (SLCMV) โดยมีแมลงหวี่ขาวเป็นพาหะหากโรคนี้เกิดการแพร่ระบาดจะสร้างความเสียหายต่อผลผลิตมันสำปะหลังแทบจะสิ้นเชิงแม้ว่าประเทศไทยยังไม่พบโรคนี้มาก่อน แต่ขณะนี้มีการแพร่ระบาดอยู่ในประเทศเพื่อนบ้านคือกัมพูชา ดังนั้น ประเทศไทยจึงมีการเฝ้าระวังอย่างเข้มงวดเพื่อป้องกันไม่ให้โรคดังกล่าวเข้ามายังอาณาเขตและทำลายผลผลิตของเกษตรกรตลอดจนสร้างผลกระทบต่อเศรษฐกิจในอนาคต

การส่งเสริมการเกษตร แนะนำให้เกษตรกรสำรวจแปลงมันสำปะหลังอย่างสม่ำเสมอ อย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง เมื่อเริ่มพบต้นมันสำปะหลังแสดงอาการใบด่างเหลือง ใบเสียรูปทรง และมีขนาด เล็ฏลง ยอดที่แตกใหม่แสดงอาการด่างเหลือง ลำต้นแคระแกร็น ให้แจ้งเจ้าหน้าที่สำนักงานเกษตรอำเภอ หรือสำนักงานเกษตรจังหวัด เพื่อกำหนดแนวทางการควบคุมและดำเนินการป้องกันกำจัดทันทีพร้อมทั้งเก็บตัวอย่างต้องสงสัยต้นโรคไวรัสใบด่างมันสำปะหลังส่งให้กรม วิชาการเกษตรตรวจวินิจฉัยว่าเป็นโรคไวรัสใบด่างจริงหรือไม่ ซึ่งหากเกิดการระบาดอาจทำให้ผลผลิตมันสำปะหลังเสียหายมากกว่า 80 – 100 เปอร์เซ็นต์ ทำการเพาะปลูกเลือกใช้พันธุ์จาก แหล่งที่เชื่อถือได้ หรือจากต้นพันธุ์มันสำปะหลังที่ไม่แสดงอาการของโรค

หากพบต้นมันสำปะหลังแสดงอาการของโรคให้ขุดหรือถอนต้นที่เป็นโรคไปเผาทำลายที่พบการระบาดของโรคไปสู่แหล่งที่ยังไม่เคยพบการระบาด รวมถึงการกำจัดพืชอาศัยของเพลี้ยจักจั่น ซึ่งเป็นแมลงพาหะนำโรคพุ่มแจ้ เช่น ต้นสาบม่วงและหลีกเลี่ยงการปลูกพืชอาศัยของโรคใบด่างมัน สำปะหลัง เช่น สบู่ดำ ละหุ่ง และพืชอาศัยของแมลงหวี่ขาวยาสูบ ซึ่งเป็นแมลงพาหะนำโรคใบด่างมันสำปะหัล เช่น กะเพรา โหระพา ผักวีฝรั่ง พริก มะเขือเปราะ มันฝรั่งและพืชตระกูลถั่ว

ส่วนแนวทางในการป้องกันและแก้ไขปัญหาการระบาดของโรคใบด่างมันสำปะหลัง การส่งเสริมการเกษตรแนะนำให้เกษตรกรปฏบัติดังนี้

1.ห้ามนำเข้าท่อนพันธุ์ หรือส่วนขยายพันธุ์จากต่างประเทศ

2.ใช้พันธุ์จากแหล่งที่ปลอดโรค หรือจากต้นพันธุ์มันสำปะหลังที่ไม่แสดงอาการของโรค

3.สำรวจแปลงมันสำปะหลังอย่างสม่ำเสมอ อย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง

4.หากพบต้นมันสำปะหลังแสดงอาการใบด่าง ให้ขุดหรือถอนต้นที่เป็นโรคไปเผาทำลายนอกแปลง และแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมส่งเสริมวิชาการเกษตร และกรมวิชาการเกษตรโดยทันที

5.หลักเลี่ยงการขนย้ายท่อนพันธุ์จากแหล่งที่มีโรคไปสู่แหล่งที่ยังไม่เคยมีการระบาด

6.กำจัด หรือหลีกเลี่ยงการปลูกพืชอาศัยของโรคใบด่สงมันสำปะหลัง เช่น สบู่ดำ ละหุ่ง และพืช

7.กำจัดแมลงพาหะ เช่น แมลงหวี่ขาวยาสูบ

ปลูกมันสำปะหลังเจอเพลี้ย เชื้อราบิวเวอเรียช่วยได้

เตรียมส่วนผสม

ขั้นตอนที่ 1: ราบิวเวอเรีย 1 ก้อน ผสมกับกับน้ำ 2 ลิตร และน้ำยาล้างจาน 2 ช้อนชา (10 มิลลิลิตร)

ขั้นตอนที่ 2 : ขยี้ให้สปอร์หลุดจากเมล็ดข้าว แล้วกรองผ่านผ้าขาวบาง เทใส่ลงในส่วนผสมในขั้นตอนที่ 1 จะได้สารละลายสีขาวขุ่น

ขั้นตอนที่ 3 : เติมน้ำใส่ลงในส่วนผสมให้ครบ 20 ลิตร

ขั้นตอนที่ 4 : ใส่สารจับใบหรือน้ำมะพร้าว 4 ช้อนชา (20 มิลลิลิตร) แล้วคนให้เข้ากันแล้วนำไปฉีดพ่นบริเวณที่มีเพลี้ยระบาด

การควบคุมการระบาดควรตรวจแปลงปลูกมันสำปะหลังเดือนละ 1 ครั้ง ถ้าหากเกษตรกรพบเพลี้ยแป้งน้อยกว่า 10 ตัวต่อใบ พ่นบิวเวอเรีย 3 ครั้ง ทุก 5 วัน หากพบเพลี้ยแป้งมากกว่า 10 ตัวต่อใบ ฉีดพ่นสารเคมีไทอะมีโทแซม 4 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร

วิธีการใช้ที่ถูกต้อง1. ให้น้ำแปลงมันสำปะหลัง ก่อนฉีดพ่น 1 ชั่วโมง
2. ฉีดพ่นช่วงเช้าตรู่หรือช่วงเย็น
3. ฉีด 3 ครั้ง ทุก 5 วัน
4. ฉีดพ่นที่ยอดหรือใต้ใบ

การป้องกันการระบาด
เชื้อราบิวเวอเรียสามารถกำจัดเพลี้ยได้ 5 ชนิด ได้แก่ เพลี้ยแป้งลาย เพลี้ยแป้งสีเทา เพลี้ยแป้งสีเขียว เพลี้ยแป้งสีชมพู และเพลี้ยแป้งมะละกอ สามารถกำจัดได้ภายใน 7 วัน ไม่เป็นอันตรายต่อคน สัตว์ และแมลงศัตรูธรรมชาติ ซึ่งช่วยให้เกษตรกรสามารถลดต้นการผลิต ผลผลิตเพิ่มขึ้น ปลอดภัย และไม่มีสารตกค้างในมันสำปะหลัง

ข้อมูล : https://www.thaigreenagro.com/


Contributor :

        นามปากกา :  กระดาษศา กระดาษแห่งสาระ

เดินทางสายเกษตร-เกษตรอินทรีย์มายาวนาน สนุกกับการศึกษา ค้นคว้า เทคนิค เคล็ดลับ ความรู้ใหม่ๆ ต่อยอดวงการเกษตรไทย


ฝากคำถามเรื่องเกษตรกรรม การป้องกัน, การรักษาโรคพืช,  การกำจัดแมลงศัตรูพืช, หรือสอบถามข้อมูลผลิตภัณฑ์ได้ที่ Line Add Friends ครับ

เพิ่มเพื่อน

ปลูกแบบอินทรีย์ ชีวิตยืนยาว