เพลี้ยไก่แจ้

ศัตรูพืชชนิดนี้ทั้งตัวอ่อน และตัวเต็มวัยดูดกินน้ำเลี้ยงจากใบอ่อนของพืช ตัวเต็มวัยของแมลงชนิดนี้วางไข่เข้าไปในเนื้อเยื่อพืช ทำให้เห็นเป็นวงสีเหลืองหรือน้ำตาลตามใบเป็นกลุ่มๆ กลุ่มหนึ่งมีประมาณ 8 – 14 ฟอง หลังจากนั้นไข่จะฟักออกเป็นตัวอ่อนขนาดยาวประมาณ 3 ม.ม. และมีปุยสีขาวติดอยู่ตามลำตัว โดยเฉพาะด้านท้ายของลำตัวมีปุยสีขาวคล้ายๆ กับหางไก่ แมลงชนิดนี้จึงได้ชื่อว่า “เพลี้ยไก่แจ้” หรือ “เพลี้ยไก่ฟ้า” เมื่อแมลงนี้ลอกคราบเป็นตัวเต็มวัยมีสีน้ำตาลปนเขียว ขนาดยาวประมาณ 5 ม.ม. มีอายุได้นานถึง 6 เดือน มักไม่ค่อยบินนอกจากได้รับความกระทบกระเทือน ทั้งตัวอ่อนและตัวเต็มวัยจะอาศัยอยู่ด้านหลังใบตลอดเวลา

ลักษณะการทำลาย

เพลี้ยไก่แจ้ทำลายพืชได้หลายชนิด ดังนี้

  • เพลี้ยไก่แจ้ทุเรียน (Allocaridara malayensis Crawford)

    %e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%a5%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b9%84%e0%b8%81%e0%b9%88%e0%b9%81%e0%b8%88%e0%b9%89%e0%b8%97%e0%b8%b8%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%99

จะเข้าทำลายใบอ่อน แมลงชนิดนี้ทั้งตัวอ่อน และตัวเต็มวัยดูดกินน้ำเลี้ยงจากใบอ่อนของทุเรียน ที่ยังไม่โตเต็มที่ ทำให้ใบอ่อนเป็นจุดสีเหลือง ไม่เจริญเติบโตและเล็กผิดปกติ เมื่อระบาดมากๆ ใบจะหงิกงอ แห้งและร่วงหมด นอกจากนั้นยังทำให้ยอดอ่อนแห้งและตายได้ ตัวอ่อนของเพลี้ยชนิดนี้จะขับสารสีขาวออกมา เป็นสาเหตุทำให้เกิดเชื้อราตามบริเวณที่สารสีขาวขับออกมา ระยะที่ทำลายมากที่สุดคือ ในระยะตัวอ่อน

  • เพลี้ยไก่แจ้ลำไย psyllidae

ทำให้ใบลำไยเป็นปุ่ม เต็มใบอ่อน หน้าใบเป็นปุ่ม หลังใบเป็นรู เพลี้ยไก่แจ้ลำไย เริ่มมาวางไข่ตามก้าน ใบ แกนใบ แล้วฟักเป็นตัว มาฝังที่ใบ บริเวณใต้ใบ

  • เพลี้ยไก่แจ้ส้ม (Diaphorina citri Kuawayama)

    เพลี้ยไก่แจ้ส้ม
    เพลี้ยไก่แจ้ส้ม

ตัวอ่อนและตัวเต็มวัยดูดกินน้ำเลี้ยงจากตา และยอดอ่อน ตัวอ่อนจะกลั่นสารสีขาวมีลักษณะเป็นเส้นด้าย และอาจทำให้เกิดราดำติดตามมา ใบที่ถูกทำลายจะเป็นคลื่น ถ้าทำลายรุนแรงจะทำให้ใบร่วงติดผลน้อยหรือไม่ติดผลเลย เพลี้ยไก่แจ้ส้มนอกจากจะทำความเสียหายยังเป็นพาหะถ่ายทอดโรคใบเหลืองต้นโทรม หรือกรีนนิ่ง ต้นจะทรุดโทรมและตายในที่สุด พบมากในช่วงเดือนมกราคม – มีนาคม และพฤษภาคม – กรกฎาคม หรือในช่วงฤดูฝน ทำลายพืชตระกูลส้มทุกชนิด และพืชอาศัยที่สำคัญคือต้นแก้ว

  • เพลี้ยไก่แจ้มะนาว

    เพลียไก่แจ้-ในมะนาว

ลักษณะตัวอ่อนและตัวเต็มวัยจะดูดกินน้ำเลี้ยงจากตาและยอดอ่อน ทำให้มะนาวชะงักการเจริญเติบโต หากระบาดรุนแรงจะทำให้ใบร่วงหล่น ยอดเหี่ยวแห้ง ผลผลิตน้อยลง และยังเป็นพาหะทำให้เกิดโรคกรีนนิ่ง ซึ่งพบได้บ่อยในสวนมะนาวของเกษตรกร

อาการทางใบ ของโรคกรีนนิ่ง

การป้องกันเพลี้ยไก่แจ้

  1. กระตุ้นการแตกใบอ่อนให้พร้อมกันทุกต้นเพื่อลดช่วงเวลาการเข้าทำลายของเพลี้ยไก่แจ้ให้สั้นลง
  2. หมั่นตรวจแปลงพืชอย่างสม่ำเสมอโดยเฉพาะส่วนใต้ใบ หากพบว่ามีเพลี้ยไก่แจ้ให้รีบทำลายทันที
  3. การควบคุมด้วยวิธีชีววิธี

การใช้เชื้อราบิวเวอร์เรียควบคุมเพลี้ยไก่แจ้ :

ฉีดพ่นเชื้อราบิวเวอร์เรีย อัตรา 50-100 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร เติมสารจับใบ แล้วนำไปฉีดพ่นในช่วงเย็นๆ อากาศไม่ร้อน ฉีดให้ชุ่มโชกทั้งบนใบและใต้ใบ

  1. ในกรณียังไม่มีการระบาดฉีดพ่น เชื้อราบิวเวอร์เรีย เพื่อป้องกันเพลี้ยไก่แจ้ อัตรา 50 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร เติมสารจับใบ โดยฉีดทุก 7 วัน
  2. ในกรณีเพลี้ยไก่แจ้เริ่มระบาด ฉีดพ่น เชื้อราบิวเวอร์เรีย อัตรา 100 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร เติมสารจับใบ โดยฉีดทุก 7 วัน ติดต่อกัน 2-3 ครั้ง
  3. ในกรณีระบาดรุนแรง ฉีดพ่นเชื้อราบิวเวอร์เรีย อัตรา 100-200 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร เติมสารจับใบ โดยฉีดทุก 3 วัน ติดต่อกัน 2-3 ครั้ง

นอกจากนี้เกษตรกรต้องหมั่นสำรวจแปลงพืชอย่างสม่ำเสมอโดยเฉพาะช่วงฤดูร้อน ถ้าพบไม่มากนักให้ตัดส่วนที่แมลงระบาดไปทำลายทิ้ง เพราะเพลี้ยไก่แจ้มักจะอยู่กันเป็นกลุ่ม บริเวณส่วนยอดอ่อน ใต้ใบ กิ่ง ลำต้นของพืช อย่างไรก็ตามเพื่อลดความเสียหายต่อผลผลิต   และลดปริมาณแมลงศัตรูพืชให้น้อยลง   เกษตรกรควรใช้วิธีป้องกันและกำจัดแมลงศัตรูพืชแบบผสมผสานร่วมด้วย  โดยใช้สารสกัดจากพืช เช่น สารสะเดาสามารถช่วยลดปริมาณการเข้าทำลายของแมลงศัตรูพืชได้  การใช้กับดักแมลง เช่น กับดักกาวเหนียวสีเหลือง

ที่มา : กรมวิชาการเกษตร และ ศูนย์วิจัยเอสวีกรุ๊ป


ฝากคำถามเรื่องเกษตรกรรม การป้องกัน, การรักษาโรคพืช,  การกำจัดแมลงศัตรูพืช, หรือสอบถามข้อมูลผลิตภัณฑ์ได้ที่ Line Add Friends ครับ

เพิ่มเพื่อน

ชีวภัณฑ์ป้องกันโรคและแมลงศัตรูพืช