เพลี้ยจักจั่นทำลายช่อดอกมะม่วง

เพลี้ยจักจั่นมะม่วง (Mango leaf hopper) พบระบาดทั่วไปทุกแห่งที่ปลูกมะม่วง โดยพบได้ตลอดทั้งปี แต่ปริมาณประชากรของเพลี้ยจักจั่นจะเพิ่มอย่างรวดเร็วในช่วงระยะออกดอก คือ เมื่อมะม่วงเริ่มแทงช่อดอก จำนวนเพลี้ยจักจั่นจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและสูงขึ้นเรื่อยๆ จนถึงระยะตูม มีปริมาณสูงสุดเมื่อดอกใกล้บาน และจะค่อยๆ ลดลงเมื่อมะม่วงเริ่มติดผล ซึ่งจะไม่พบบนผลเมื่อมะม่วงมีขนาดเท่านิ้วหัวแม่มือ (1.5-2 ซม. หรือช่วง 40 วัน)

ลักษณะทั่วไปของเพลี้ยจักจั่น

เพลี้ยจักจั่น,

เพลี้ยจักจั่นช่อมะม่วงที่พบการระบาดและทำความเสียหายแก่มะม่วงมีอยู่ด้วยกัน 8 ชนิด ลักษณะคล้ายคลึงกัน แต่จะแตกต่างกันที่ขนาดของลำตัว โดยทั่วไปลำตัวจะมีขนาด 3-4 มิลลิเมตร ส่วนหัวป้านและส่วนตัวเรียวเล็กน้อย ปีกจะมีสีเทาปนน้ำตาล ตัวเมียที่โตเต็มวัยจะวางไข่เรียงกันตามแกนกลางของใบ แกนกลางของช่อดอก ซึ่งยังอ่อนๆ อยู่ ไข่มีสีเหลืองอ่อน รูปร่างบางรี ฟักเป็นตัวอ่อนภายใน 7-10 วัน  ตัวอ่อนมีการลอกคราบ 4 ครั้ง ใช้เวลาประมาณ 17-19 วัน จึงจะเจริญเป็นตัวเต็มวัย ทั้งตัวอ่อนและตัวเต็มวัยมีขาคู่หลังแข็งแรง สามารถกระโดดได้คล่องแคล่วและรวดเร็ว

พืชอาศัย

พันธุ์มะม่วงที่พบเพลี้ยจักจั่นมากที่สุดได้แก่ เขียวเสวย และน้ำดอกไม้ รองลงมาได้แก่พันธุ์อื่นๆ เช่น โชคอนันต์ ฟ้าลั่น แต่ในมะม่วงป่าที่มีกลิ่นฉุนกลับไม่พบการระบาดของเพลี้ยจักจั่น

ลักษณะการเข้าทำลาย

เพลี้ยจักจั่น

เพลี้ยจักจั่น

การเข้าทำลายทั้งตัวอ่อนและตัวเต็มวัยจะทำลายใบอ่อน ช่อดอก ก้าน ดอก และยอดอ่อน แต่ระยะที่ทำความเสียหายมากที่สุด คือ ระยะที่มะม่วงกำลังออกดอก โดยจะดูดกินน้ำเลี้ยงจากยอดอ่อนและช่อดอกทำให้แห้งและดอกร่วง ติดผลน้อยหรือไม่ติดเลย ระหว่างที่เพลี้ยจักจั่นดูดกินน้ำเลี้ยง จะถ่ายมูลมีลักษณะเป็นน้ำเหนียวๆ คล้ายน้ำหวานจับบนใบ ช่อดอก ผลและรอบๆ ทรงพุ่ม ทำให้มะม่วงเหนียวเปียกเยิ้ม ต่อมาตามใบ ช่อดอก จะถูกปกคลุมกลายเป็นโรคเชื้อราดำ ถ้าปกคลุมมากจะกระทบกระเทือนต่อการสังเคราะห์แสงส่วนใบที่ถูกดูดน้ำเลี้ยงในระยะเพสลาด จะบิดงอโค้งลงด้านใต้ใบ ตามขอบใบจะมีอาการปลายใบแห้ง หากมีเพลี้ยจักจั่นระบาดและจัดการไม่ทันจะทำให้มะม่วงติดผลน้อยหรือไม่ติดผลเลย

การป้องกันกำจัดเพลี้ยจักจั่นด้วยเชื้อราเมธาไรเซียมผสมบิวเวอร์เรีย

เชื้อราเมธาไรเซียมผสมบิวเวอร์เรีย มีประสิทธิภาพในการป้องกันกำจัดหนอนและแมลงศัตรูพืชได้เป็นอย่างดี ทั้งในระยะไข่ ตัวอ่อน และตัวเต็มวัย โดยเมื่อเชื้อราไปกับตัวแมลง เชื้อราจะเจริญเติบโตเป็นเส้นใยและแทงทะลุผิวหนังของแมลงดูดกินสารอาหารจากตัวแมลง ทำให้แมลงเริ่มป่วยและตายไปในที่สุด การใช้เชื้อรากำจัดแมลงศัตรูพืชจะเห็นผลในช่วง 3-4 วัน

วิธีการใช้เชื้อราเมธาไรเซียมผสมบิวเวอร์เรีย

เพลี้ยจักจั่น

ฉีดพ่นเชื้อราเมธาไรเซียมผสมบิวเวอร์เรียอัตรา 50-100 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร เติมสารจับใบ แล้วนำไปฉีดพ่นในช่วงเย็นๆ อากาศไม่ร้อน ฉีดให้ชุ่มโชกทั้งบนใบและใต้ใบ

  • ในกรณียังไม่มีการระบาด ฉีดพ่นเชื้อราเมธาไรเซียมผสมบิวเวอร์เรียเพื่อป้องกันเพลี้ยจักจั่น อัตรา 50 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร เติมสารจับใบ โดยฉีดทุก 7 วัน
  • ในกรณีเพลี้ยจักจั่นเริ่มระบาด ฉีดพ่นเชื้อราเมธาไรเซียมผสมบิวเวอร์เรียกำจัด อัตรา 100 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร เติมสารจับใบ โดยฉีดทุก 7 วัน ติดต่อกัน 2-3 ครั้ง
  • ในกรณีระบาดรุนแรง ฉีดพ่นเชื้อราเมธาไรเซียมผสมบิวเวอร์เรียกำจัด อัตรา 100-200 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร เติมสารจับใบ โดยฉีดทุก 3 วัน ติดต่อกัน 2-3 ครั้ง

นอกจากนี้เกษตรกรต้องหมั่นสำรวจแปลงพืชอย่างสม่ำเสมอ ในช่วงตอนเช้าใช้น้ำฉีดล้างตามใบมะม่วง เพื่อล้างทำความสะอาดรอยมูลของเพลี้ย เพื่อให้เพลี้ยเบาบางลง และเมื่อพบเพลี้น เริ่มลงแปลงแล้ว

ที่มา :  ฝ่ายส่งเสริมการเกษตร สำนักวิจัยและส่งเสริมวิชาการการเกษตร มหาวิทยาลัยแม่โจ้


ฝากคำถามเรื่องเกษตรกรรม การป้องกัน, การรักษาโรคพืช,  การกำจัดแมลงศัตรูพืช, หรือสอบถามข้อมูลผลิตภัณฑ์ได้ที่ Line Add Friends ครับ

เพิ่มเพื่อน

ชีวภัณฑ์ป้องกันโรคและแมลงศัตรูพืช