แคงเกอร์ ( Canker ) โรคร้ายทำลายส้ม

โรคแคงเกอร์จัดว่าเป็นโรคร้ายแรงของพืชตระกูลส้มกันเลยทีเดียว เพราะเกิดการระบาดลุกลามได้ง่ายมาก และสร้างความเสียหายให้ต้นส้มอย่างรุนแรงจนถึงขั้นต้นโทรม ให้ผลผลิตต่ำ และเสียรสชาติอีกด้วย โรคนี้คอยสร้างปัญหาให้กับเกษตรกรสวนส้มอยู่เสมอๆ โดยเฉพาะคนทำสวนส้มมือใหม่ๆ ที่ยังไม่สามารถหาวิธีรับมือกับโรคนี้ได้ มาติดตามกันเลยว่าโรคนี้ร้ายแรงขนาดไหน

สาเหตุ:

เชื้อแบคทีเรีย Xanthomonas campestris pv.citri (Hasse) Dye.

เชื้อแบคทีเรีย Xanthomonas campestris pv.citri ( Hasse )Dye.
เชื้อแบคทีเรีย Xanthomonas campestris pv.citri ( Hasse )Dye. ภาพประกอบโดย Copyright © Masao Goto

ลักษณะอาการ:

โรคนี้สาเหตุมาจากเชื้อแบคทีเรีย สามารถเข้าทำลายได้ทุกส่วนของต้น ทั้งใบอ่อน กิ่ง และผล ทำให้เกิดเป็นแผลตกสะเก็ดนูนสีน้ำตาลอ่อนถึงแก่ ทั้งใบ กิ่งและผล

  • ใบส้มแสดงอาการจุดนูนสีน้ำตาลเล็กๆ ล้อมรอบด้วยวงเหลือง พบทั้งสองด้านของใบ จุดเกิดกระจัดกระจายหรืออาจรวมกันทำให้เป็นแผลกว้าง เนื้อเยื่อกลางจุดนูนสีน้ำตาล จะขยายและมักบุ๋มตรงกลาง
  •  ผล อาการที่ผลเห็นจุดสีน้ำตาล เนื้อเยื่อกลางจุดมักแตกเป็นแอ่ง จุดแคงเกอร์บนผลที่เป็นโรคมากจะเชื่อมตัวกันเป็นแผลกว้างบนผล จนทำให้ผลแตกได้ และหลุดร่วงไป
  • เชื้อแบคทีเรียเข้าทำลายกิ่งและลำต้น แผลที่เกิดใหม่ๆ อาจจะเห็นเป็นสีเหลืองอ่อนนูนฟูคล้ายกับแผลที่ใบ ต่อมาเห็นเป็นจุดแตกนูนสีน้ำตาลบนกิ่ง

ลักษณะแผลจะขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ เห็นเป็นวงซ้อนๆกัน ต่อมาจะเหลืองแห้งและหลุดร่วงไป ต้นส้มที่เป็นโรคแคงเกอร์มากผลผลิตจะลดลง ส้มที่เป็นโรครุนแรงได้แก่ มะนาว มะกรูด ส้มเขียวหวาน และส้มโอ

การแพร่ระบาด

เชื้อแบคทีเรียกระเซ็นได้ทางน้ำและลมฝน จากเนื้อเยื่อที่เป็นโรคไปยังส่วนอื่นของลำต้น สภาพที่มีฝนตกชุกทำให้โรคระบาดมาก วิธีการให้น้ำโดยการฉีดเข้าทางทรงพุ่มก็จะแพร่โรคให้ระบาดมาก แหล่งแพร่ระบาดคือ ส่วนของต้นที่เป็นโรคที่ตกค้างภายในสวนและกิ่งพันธุ์ที่เป็นโรค และใบที่เป็นแผลจากการเข้าทำลายของหนอนชอนใบจะทำให้เชื้อโรคแคงเกอร์เข้าทำลายได้ง่ายขึ้น

วงจรของโรคแคงเกอร์

เชื้อแบคทีเรียอยู่ข้ามฤดูในพืช เช่น ตา ต้น เมล็ด เชื้อแพร่กระจายตามฝน ลม อุปกรณ์การเกษตรที่ใช้งาน และต้นพืชที่เป็นโรค เชื้อเข้าทำลายพืชทางแผล และช่องเปิดตามธรรมชาติ เช่น ปากใบ เป็นต้น

วงจรการเกิดโรคของเชื้อแบคทีเรียในส้ม เริ่มจากเซลล์แบคทีเรียตกลงบนผิวพืชอาศัย แล้วเข้าไปในเซลล์ทางบาดแผล ปากใบ และ/หรือรูเปิดธรรมชาติ เพิ่มปริมาณและอาศัย apoplast อยู่ภายในเซลล์พืช พืชแสดงอาการของโรคแคงเกอร์โดยเกิดแผลมีลักษณะเป็นจุดวงกลม จากนั้นจุดวงกลมจะเริ่มมีขนาดใหญ่ นูน และมีสีเข้ม เนื่องจากเชื้อแบคทีเรียชักนำให้เซลล์มีการเพิ่มจำนวนและมีขนาดใหญ่ขึ้น (hyperplasia) ต่อไปแผลจุดวงกลมขนาดใหญ่เหล่านั้นจะเริ่มแตกออก และปลดปล่อยเซลล์แบคทีเรียสาเหตุโรคแคงเกอร์ออกมา และเข้าทำลายพืชอาศัยต้นต่อไป

การป้องกันกำจัด

  • ใช้กิ่งพันธุ์ที่ปลอดโรค
  •  ตัดแต่งกิ่ง ลำต้น ใบ ผล ที่เป็นโรคไปเผาทำลาย
  • ฉีดพ่นป้องกันด้วยสารกำจัดเชื้อแบคทีเรีย
  • ป้องกันกำจัดหนอนชอนใบ
  •  ควรกำจัดโรคให้หมดสิ้นในฤดูแล้งซึ่งทำได้ง่าย และ ควบคุมโรคตลอดฤดูฝน จะทำให้ไม่เกิดการระบาดของโรคนี้ได้

ในอดีตการรักษาโรคแคงเกอร์ในส้ม ส้มโอ มะนาว มะกรูด ชาวสวนก็จะใช้สารคอปเปอร์ (Copper) แต่ปรากฏว่าโรคแคงเกอร์ก็ยังอยู่ เพราะสะสมสารพิษสารเคมีเข้าไปทุกวันๆความเข้มข้นของสารคอปเปอร์ที่ สะสมอยู่ในดินและไม่มีน้ำเป็นตัวเจือจางก็เป็นสาเหตุทำให้รากมะนาวใหม่ที่เกิดขึ้น ก็จะถูกทำลายทำให้ขาดการดูดกินสารอาหารลำเลียงไปเลี้ยงส่วนต่างๆ มีผลทำให้หลังเกิดดอกก็จะมีปัญหาดอกและผลร่วง “นี่เเค่มะนาวนะ เเล้วร่างกายของมนุษย์ที่สารคอปเปอร์สะสมนานปี ลองคิดดูนะคะ”


Contributor :

        นามปากกา :  กระดาษศา กระดาษแห่งสาระ

เดินทางสายเกษตร-เกษตรอินทรีย์มายาวนาน สนุกกับการศึกษา ค้นคว้า เทคนิค เคล็ดลับ ความรู้ใหม่ๆ ต่อยอดวงการเกษตรไทย


ฝากคำถามเรื่องเกษตรกรรม การป้องกัน, การรักษาโรคพืช,  การกำจัดแมลงศัตรูพืช, หรือสอบถามข้อมูลผลิตภัณฑ์ได้ที่ Line Add Friends ครับ

เพิ่มเพื่อน

ปลูกแบบอินทรีย์ให้ยืนยาว เเล้วใช้ชีวิตให้ยืนยง