แมลงศัตรูพืชสำคัญของส้มโอ

แมลงศัตรูพืชที่สำคัญของส้มโอ ที่พบทำความเสียหายในประเทศไทยมีหลายชนิดด้วยกัน ซึ่งพบว่ามีการระบาดแตกต่างกันไปในแต่ละพื้นที่ ได้แก่ หนอนชอนใบ เพลี้ยไฟพริก เพลี้ยไก่แจ้ส้ม แมลงค่อมทอง ทั้งนี้ยังพบการระบาดของแมลงบางชนิดในบางพื้นที่อีก เช่น หนอนเจาะผลส้มโอ หนอนฝีดาษส้ม เกษตรกรควรตระหนักถึงภัยคุกคามจากแมลงเหล่านี้โดยเฉพาะช่วงแตกใบอ่อนและออกดอกดังนั้นหากไม่อยากให้ภัยนี้มาเยือนควรจะวางแผนป้องกันให้ดี

1.เพลี้ยไฟ (Thrips)

ชื่อวิทยาศาสตร์   Scirtothrips dorsalis Hood (เพลี้ยไฟพริก)

Thrips hawaiiensis (Moorgan) (เพลี้ยไฟดอกไม้ฮาวาย)

Thrips parvispinus Karny (เพลี้ยไฟมะละกอ)

Thrips coloratus Schmutz (เพลี้ยไฟหลากสี)

ลักษณะการเข้าทำลาย

            เข้าทำลายตาดอก ตาใบ ใบอ่อน ดอกและผลอ่อน โดยเพลี้ยไฟจะใช้ปากเขี่ยและ ดูดกินน้ำเลี้ยงส่วนอ่อนต่างๆ ของส้มโอ การทำลายบนยอดหรือใบอ่อนจะทำให้ใบมีลักษณะผิดปกติ คือใบแคบเล็กกร้าน และบิดงอ การทำลายบนผลจะเริ่มเข้าทำลายตั้งแต่ติดผลภายหลัง กลีบดอกร่วงหมดแล้วเกิดเป็นรอยแผลบนผิวของส้มโอเป็นทางเทาสีเงิน มักเริ่มจากบริเวณใกล้ขั้วผล ถ้ามีการ ระบาดมากๆ ก็อาจเป็นทั่วทั้งผลได้ ผลส้มโอเจริญเติบโตได้ไม่ดี แคระแกรน บิดเบี้ยว คุณภาพไม่เป็นที่ต้องการของตลาด

การแพร่ระบาด

            การระบาดขึ้นอยู่กับการแตกยอดอ่อน และการติดผลอ่อน โดยเฉพาะช่วงที่มีอากาศร้อน และฝนทิ้งช่วงเป็นเวลานาน

วิธีการป้องกันกำจัด

  1. ควบคุมให้มีการแตกยอด ออกดอกและติดกผลให้พร้อมๆ กัน และจัดการระบบน้ำให้ดี จะทำให้สะดวกในการป้องกันและลดต้นทุนในการซื้อสารป้องกันกำจัดแมลงศัตรูพืช
  2. เด็ดผลที่ถูกเพลี้ยไฟเข้าทำลายทิ้ง เพราะจะทำให้ต้นฟื้นตัวได้เร็วอีกด้วย
  3. หมั่นตรวจแปลงปลูก หากพบเพลี้ยไฟมากกว่า 10 – 50 % ควรฉีดพ่นเชื้อบิวเวอร์เรีย เพื่อให้ได้ประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นควรใส่สารจับใบเพื่อการเกาะติดบนตัวแมลงหรือบนใบของพืช

 

2.หนอนชอนใบส้ม (Citrus Leafminer) ชื่อวิทยาศาสตร์   Phyllocnistis citrella Stainton

ลักษณะการเข้าทำลาย

            ทำความเสียหายในระยะส้มโอแตกใบอ่อนและยอดอ่อน โดยที่ตัวหนอนกัดกินเนื้อเยื่อ ภายใต้ผิวของใบอ่อนและยอดอ่อนของส้ม รอยทำลายจะปรากฏเป็นฝ้าสีขาวคดเคี้ยวไปมาบนใบตามทางที่หนอนเดิน เป็นผลให้ใบหงิกงอ แห้ง ไม่สามารถสังเคราะห์แสงได้ ใบอาจจะร่วงก่อนกำหนด รอยแผลจากการกัดกินยังทำให้เอื้อต่อการเกิดโรคแคงเกอร์ (Canker) ซึ่งเป็นโรคที่มี ความสำคัญของส้มโออีกด้วย นอกจากทำลายบนใบแล้ว พบว่าถ้ามีการระบาดมากจะเข้าทำลายบนผล และกิ่งด้วย หากเข้าทำลายมากในต้นส้มเล็กทำให้ชะงักการเจริญเติบโต

การแพร่ระบาด

พบว่าในช่วงฤดูฝนการทำลายของ หนอนชอนใบสูงถึง 90-100 % และในช่วงเดือนพฤศจิกายน- กุมภาพันธ์ พบยอดอ่อนถูกทำลายประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์

วิธีการป้องกันกำจัด

  1. การบังคับให้ยอดแตกพร้อมกัน จะทำให้สามารถควบคุมประชากรของหนอนชอนใบได้ดีขึ้น สะดวก ในการดูแลรักษา ช่วยลดจำนวนครั้งการใช้สารเคมีในการแตกยอดแต่ละรุ่น เพื่อเป็นการอนุรักษ์ศัตรูธรรมชาติที่พบมากในสวนส้มโออีกด้วย
  2. ใบที่ถูกทำลายมาก ควรตัดทิ้งเผาทำลายเพื่อลดประชากรหนอนชอนใบรุ่นต่อไป
  3. ในช่วงระยะแตกใบอ่อนควรหมั่นตรวจแปลงปลูก หากพบการเข้าทำลายของหนอนชอนใบมากกว่า 50 % ควรฉีดพ่นเชื้อบีที (Bacillus thuringiensis) เพื่อให้ได้ประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นควรใส่สารจับใบเพื่อการเกาะติดบนตัวแมลงหรือบนใบของพืช

 

3. เพลี้ยไก่แจ้ส้ม (Asian citrus psyllid) ชื่อวิทยาศาสตร์   Diaphorina citri Kuwayama

ลักษณะการเข้าทำลาย

            เพลี้ยไก่แจ้ส้มเป็นศัตรูสำคัญของส้มเขียวหวาน ในส้มโอพบค่อนข้างน้อย โดยตัวอ่อนและตัวเต็มวัยของเพลี้ยไก่แจ้ส้มดูดกินน้ำเลี้ยงจากตาดอก ตาใบและยอดอ่อนของต้นส้มเขียวหวาน สำหรับตัวอ่อนขณะดูดกินจะกลั่นสารสีขาวมีลักษณะเป็นเส้นด้าย และชักนำให้เกิดราดำติดตามมา ใบที่ถูกทำลายจะหงิกงอและเหี่ยวแห้งได้ ถ้าการทำลายถึงขั้นรุนแรงทำให้ใบร่วงติดผลน้อยหรือไม่ติดผลเลย แมลงชนิดนี้ นอกจากทำลายกับต้นส้มเขียวหวานโดยตรงแล้ว ยังเป็นพาหะถ่ายทอดโรคใบเหลืองต้นโทรมหรือ กรีนนิ่ง (Greening disease) ซึ่งเป็นโรคที่สำคัญที่สุดของส้มเขียวหวาน ซึ่งในปัจจุบันยังไม่มีสารเคมีในการป้องกันโรคได้

การแพร่ระบาด

            สำหรับประเทศไทยพบเพลี้ยไก่แจ้ส้มเริ่มระบาดรุนแรงที่แหล่งปลูกส้มเขียวหวานทางภาคเหนือ และภาคตะวันออก ต่อมาได้แพร่กระจายสู่แหล่งปลูกภาคกลางที่จังหวัดปทุมธานี มักพบไข่และตัวอ่อนใน ระยะส้มเขียวหวานแตกยอดอ่อน โดยพบปริมาณมากช่วงเดือนมกราคม-มีนาคม และพฤษภาคม – กรกฎาคม สำหรับส้มต้นเล็กที่มีการแตกยอดอ่อนตลอดปีจะพบไข่ตัวอ่อนและตัวเต็มวัยตลอดปีเช่นกัน จากการศึกษา พบไข่และตัวอ่อนของแมลงชนิดนี้เมื่อส้มเขียวหวานแตกยอด อ่อนและพบปริมาณ สูงสุด 2 ช่วง คือ ในฤดูฝนระหว่างเดือนมิถุนายน-กรกฎาคม และระยะที่มีการแตกยอดอ่อนและออก ดอกระหว่างเดือนกุมภาพันธ์-มีนาคม ส่วนตัวเต็มวัยพบตลอดทั้งปี      

วิธีการป้องกันกำจัด

  1. ควรหมั่นสำรวจเพลี้ยไก่แจ้ส้ม โดยการสุ่ม 5 ยอดต่อต้น จำนวน 10-20 ต้นต่อสวน และสำรวจปริมาณตัวเต็มวัยโดยแขวนกับดักกาวเหนียวสีเหลืองบนต้น ส้มเขียวหวาน จำนวน 5 กับดักต่อไร่ เมื่อพบเพลี้ยไก่แจ้ส้มบนกับดักต้องทำการป้องกันกำจัดทันที โดยฉีดพ่นเชื้อบิวเวอร์เรีย เพื่อให้ได้ประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นควรใส่สารจับใบเพื่อการเกาะติดบนตัวแมลงหรือบนใบของพืช
  2. สำรวจเพลี้ยไก่แจ้ส้มบนยอดอ่อนพืชอาหารชนิดอื่น เช่น ต้นแก้ว ที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียง ถ้าพบต้องทำการป้องกันกำจัดโดยวิธีการตัดยอดที่มีไข่และตัวอ่อนไปเผา

4. แมลงค่อมทอง (Leaf eating weevill) ชื่อวิทยาศาสตร์  Hypomeces squamosus Fabricius

ลักษณะการเข้าทำลาย

            ตัวเต็มวัยของแมลงค่อมทอง สามารถทำลายพืชหลายชนิด โดยกัดกิน ใบพืช ยอดอ่อน และดอก ใบที่ถูกทำลายจะแหว่งๆ ถ้าระบาดรุนแรงจะเหลือแต่ก้านใบ และมีมูลปรากฏให้เห็นตามบริเวณยอด แมลงชนิดนี้ตัวเต็มวัยเป็นระยะที่สำคัญที่สุด เพราะกัดกินส่วนต่างๆ ของพืช สีของตัวเต็มวัยจะเปลี่ยนไป ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อม จึงพบมีหลายสี เช่น สีเหลือง สีเทา สีดำ และสีเขียวปนเหลืองเป็นมัน

การแพร่ระบาด

ตัวเต็มวัยสามารถพบได้ตลอดทั้งปีและทุกภาคของประเทศไทย แต่จะพบมากในเดือนธันวาคม – มีนาคม ซึ่งเป็นระยะที่แมลงผสมพันธุ์และวางไข่

วิธีการป้องกันกำจัด

  1. สภาพความกระเทือนมีผลทำให้ตัวเต็มวัยทั้งตัวหล่นจากต้นลงสู่พื้นดิน จึงควรใช้สวิงรออยู่ใต้กิ่ง หรือใต้ใบ ขณะทำการเขย่าต้น ซึ่งจะได้ตัวเต็มวัยให้นำไปเผาทำลายทิ้ง
  2. ช่วงการระบาดรุนแรง ให้ฉีดพ่นสารชีวภัณฑ์ เช่น เชื้อราบิวเวอร์เรีย และเชื้อราเมธาไรเซียมเพื่อให้ได้ประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นควรใส่สารจับใบเพื่อการเกาะติดบนตัวแมลงหรือบนใบของพืช

นอกจากนี้ยังมี หนอนแก้วส้ม หนอนเจาะผลส้ม หนอนฝีดาษส้ม เพลี้ยแป้ง ไรสนิมส้ม ไรขาว เพลี้ยหอย ที่เป็นศัตรูสำคัญ เกษตรกรต้องคอยเฝ้าระวังไม่ให้เกิดการระบาด ไม่ว่าจะใช้สารเคมี หรือใช้ชีวภัณฑ์ เกษตรกรควรเลือกใช้ตามความเหมาะสมเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

เครดิต : การจัดการศัตรูส้มโอเพื่อการส่งออก สำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช กรมวิชาการเกษตร


Contributor :

        นามปากกา : UEE

เพิ่มเพื่อน

ปลูกแบบอินทรีย์ให้ยืนยาว เเล้วใช้ชีวิตให้ยืนยง