โรคราเส้นดำ (Black stripe) ยางพารา

เกษตรกรชาวสวนยางพาราที่มีอยู่ทั่วประเทศในขณะนี้ ต่างก็ต้องประสบกับปัญหาราคายางตกต่ำ ทำให้หลายๆ คนต้องโค่นต้นยางแล้วหันไปปลูกพืชอื่นทดแทน แต่ก็ยังมีชาวสวนยางอีกจำนวนมากที่ยังยึดอาชีพทำสวนยางต่อไป แม้ว่าราคายางจะตกต่ำ แต่กลุ่มเกษตรเหล่านี้ก็ยังหารายได้จากอาชีพเสริมเข้ามาทดแทนได้ เพื่อรอวันที่ราคายางจะกลับมาฟู่ฟ่าอีกครั้งหนึ่ง

ในช่วงฤดูฝนนี้ ชาวสวนยางก็ลำบากกันเพิ่มขึ้นไปอีก เพราะจำนวนวันกรีดก็น้อยลง ต้นยางก็แสดงอาการเป็นโรค กรีดไปก็ไม่ได้น้ำยาง และท้ายสุดทำให้หน้ายางเน่าเสีย ต้นยางโทรม โรคที่เกิดขึ้นบ่อยของยางพาราคือโรคราเส้นดำที่เกิดบริเวณรอยกรีด เมื่อเกิดโรคขึ้นแล้วจะไม่สามารถกรีดยางต้นนั้นได้ จนกว่าแผลที่หน้ายางจะหายดี

เชื้อสาเหตุ : เชื้อรา Phytophthora botryose Chee, P. palmivora (Butl.) Butl.

การเข้าทำลายของเชื้อโรค

เชื้อจะเข้าทำลายได้เฉพาะบริเวณเปลือกยางที่มีบาดแผลเท่านั้น โดยส่วนใหญ่จะเข้าทำลายทันทีทางรอยกรีดใหม่ที่กรีดไปแล้วไม่เกิน 24 ชั่วโมง บนผิวเปลือกยางที่ไม่มีบาดแผลใดๆ เชื้อสาเหตุของโรคนี้จะไม่สามารถเข้าทำลายต้นยางได้ ฉะนั้นการกรีดยางให้ดีและถูกต้องจึงมีความสำคัญมาก

ลักษณะอาการ

  • อาการระยะแรก : หลังจากที่เชื้อราเข้าทำลายแล้ว จะเห็นบริเวณที่เป็นโรคมีสีผิดปกติเป็นรอยช้ำ ส่วนมากมักจะเกิดขึ้นเหนือรอยกรีด
  • ระยะรุนแรง : เมื่ออาการรุนแรงมากขึ้นบริเวณที่เป็นรอยช้ำนี้จะเปลี่ยนเป็นรอยบุ๋มสีดำ และจะขยายตัวยาวขึ้นไปในแนวดิ่ง คือสูงขึ้นไปส่วนบนเหนือรอยกรีดและลงใต้รอยกรีดอย่างรวดเร็ว ระยะนี้จะสังเกตเห็นอาการของโรคได้ชัดเจน เนื่องจากส่วนที่ไม่เป็นโรคมีเปลือกงอกใหม่หนาเพิ่มมากขึ้น ทิ้งให้ส่วนที่เป็นโรคเป็นรอยบุ๋มลึกชัดเจน เนื่องจากเยื่อเจริญส่วนนั้นตายหมด เมื่อเฉือนเปลือกออกดูจะพบรอยบุ๋มสีดำนั้นมีลายเส้นสีดำบนเนื้อไม้บริเวณแผล ซึ่งมักเป็นรอยยาวตามแนวยืนของลำต้น
  • ระยะรุนแรงมาก : จะทำให้เปลือกของหน้ายางบริเวณที่เป็นโรค มีอาการปริ มีน้ำยางไหลออกมา ตลอดเวลา และเปลือกบริเวณที่เป็นโรคนี้จะเน่าหลุดออกทั้งหมดในที่สุด

พันธุ์ยางที่อ่อนแอต่อโรคนี้ได้แก่ RRIM600

การแพร่ระบาดของโรค

  • พบระบาดรุนแรงเมื่อกรีดยางติดต่อกันในฤดูฝนโดยไม่มีการป้องกันรักษาหน้ากรีด โดยเฉพาะเมื่อความชื้นสูงกว่า 90% หน้ากรีดจะเปียกอยู่ตลอดเวลา เหมาะต่อการขยายพันธุ์ของเชื้อ
  • พืชอาศัยของเชื้อราโรคเส้นดำ เชื้อรา P. palmivora สามารถเข้าทำลายพืชอื่นได้หลายชนิด เช่น มะละกอ แตงโม ส้ม ทุเรียน พริกไทย โกโก้ มะพร้าว ยาสูบ ส่วนเชื้อรา P. botryose สามารถเข้าทำลายทุเรียน ส้ม และกล้วยไม้ได้

การป้องกันโรค

  • ไม่ควรปลูกพืชอาศัยของเชื้อราเป็นพืชร่วมยางพาราหรือพืชแซมยางพารา
  • ควรหลีกเลี่ยงการเปิดกรีดต้นยางพาราในช่วงฤดูฝนชุก โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีโรคระบาดรุนแรง
  • ถ้าพบอาการที่หน้ากรีด ต้องเฉือนส่วนที่เป็นโรคออกก่อนแล้วทาด้วยยารักษาโรค ทั้งนี้อาจใช้เป็นสารเคมีกำจัดเชื้อรา หรือใช้ชีวภัณฑ์กำจัดเชื้อราก็ได้

 


Contributor :

        นามปากกา :  กระดาษศา กระดาษแห่งสาระ

เดินทางสายเกษตร-เกษตรอินทรีย์มายาวนาน สนุกกับการศึกษา ค้นคว้า เทคนิค เคล็ดลับ ความรู้ใหม่ๆ ต่อยอดวงการเกษตรไทย


ฝากคำถามเรื่องเกษตรกรรม การป้องกัน, การรักษาโรคพืช, การกำจัดแมลงศัตรูพืช, สอบถามข้อมูลผลิตภัณฑ์ได้ที่ Line Add Friends ครับ

เพิ่มเพื่อน

ปลูกแบบอินทรีย์ให้ยืนยาว เเล้วใช้ชีวิตให้ยืนยง