โรคและแมลงศัตรูพืช “กระเจี๊ยบเขียว”ป้องกันอย่างไร?

กระเจี๊ยบเขียวมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Abelmoschus esculentus (L.) Moench.และมีชื่อสามัญว่าOkra,ladyfinger หรือ Gumbo ปัจจุบันกระเจี๊ยบเขียว เป็นพืชผักที่มีบทบาทสำ คัญทางด้านการส่งออกของไทย โดยมีตลาดหลักคือประเทศญี่ปุ่นถึง 98 เปอร์เซ็นต์ของ ปริมาณการส่งออกทั้งหมด จึงทำ ให้มีการส่งเสริมการปลูกแก่ เกษตรในภูมิภาคต่างๆ สำหรับประเทศไทย การผลิตกระเจี๊ยบเขียวมีน้อย และเกษตรกรผู้ผลิต ส่วนใหญ่มักประสบปัญหาผลผลิตตกต่ำ เนื่องจากพันธุ์กระเจี๊ยบเขียวที่ปลูกเป็นการนำ เข้าเมล็ดพันธุ์มาจาก ประเทศญี่ปุ่นและประเทศอินเดีย ทำให้ไม่สามารถปรับตัว เข้ากับสภาพแวดล้อมในภาคใต้ที่มีภูมิอากาศต่างกันได้ ส่งผลให้มีการเข้าทำลายของโรคและแมลงหลายชนิด เช่น โรคเส้นใบเหลือง (Yellow Vein Mosaic Disease)  หนอนเจาะสมอฝ้าย (Cotton Bollworms) เพลี้ยอ่อนฝ้าย (Cotton Aphids)  เพลี้ยไฟฝ้าย (Cotton Thrips)  เพลี้ยจักจั่นฝ้าย (Cotton Leafhoppers)  และแมลงหวี่ขาวยาสูบ (Tobacco Whiteflies)

ดังนั้นในบทความนี้ จะพูดถึงรายละเอียดของโรคและแมลงศัตรูที่สำคัญของกระเจี๊ยบเขียว เพื่อให้เกษตรกรระมัดระวังในการปลูกกระเจี๊ยบเขียว เพื่อเป็นแนวทางในการเลือกใช้สำหรับเกษตรกร หรือใช้อย่างระมัดระวัง

แมลงศัตรูที่สำคัญในกระเจี๊ยบ

ข้อมูลจากกรมวิชาการเกษตรระบุว่า แมลงศัตรูที่พบในกระเจี๊ยบ แบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท คือ แมลงประเภทปากดูด ได้แก่ เพลี้ยจักจั่นฝ้าย แมลงหวี่ขาว และแมลงประเภทปากกัด ได้แก่ หนอนกระทู้ผัก หนอนกระทู้หอม หนอนเจาะสมอฝ้าย โดยเพลี้ยจักจั่นฝ่ายจะพบมากที่สุด เพลี้ยจักจั่นฝ้ายจะดูดกินน้ำเลี้ยงบนใบกระเจี๊ยบ ตั้งแต่ระยะต้นอ่อนไปจนถึงระยะเก็บเกี่ยว


ใบกระเจี๊ยบที่ถูกเพลี้ยจักจั่นดูดกินนำเลี้ยง จะหงิกงอเป็นคลื่น เสียรูปทรง เกิดอาการใบไหม้หรือขอบใบเหลือง ใบเจริญเติบโตไม่สมบรูณ์ อาจมีผลกระทบต่อคุณภาพของผลกระเจี๊ยบ เกษตรกรจึงมักพ่นสารเคมี เพื่อกำจัดเพลี้ยจักจั่นไปตลอด จนถึงระยะเก็บเกี่ยวผลผลิต ทำให้มักมีปัญหาเรื่องสารเคมีตกค้างเกินกำหนด เมื่อมีการส่งออก


เพลี้ยจักจั่นฝ้าย เป็นชื่อที่เรียกอย่างเป็นทางการ เพราะเป็นแมลงศัตรูที่สำคัญในฝ้ายและเป็นชนิดเดียวกันที่พบเข้าทำลายในกระเจี๊ยบเขียว เพลี้ยจักจั่นฝ้าย ชอบอาศัยอยู่ใต้ใบ ตัวเมียวางไข่สีเหลืองอ่อนใต้ใบ ทั้งตัวอ่อนและตัวแก่เต็มวัย ดูดกินน้ำเลี่ยงบนใบ

การป้องกันกำจัด

ให้ฉีดพ่นด้วยเชื้อบิวเวอร์เรีย ในอัตรา 50 – 100 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร  หรือใช้สารสกัดธรรมชาติ เช่น สารสกัดจากสะเดา ฉีดพ่นในอัตรา  60 – 80  ซีซี ต่อนำ 20 ลิตร ฉีดพ่น ทุก ๆ 7 วัน และอาจใช้การจัดการเกษตรที่ดีเข้าช่วยด้วยการปล่อยแมลงศัตรูธรรมชาติของแมลงศัตรูพืช เช่น ตัวห้ำ และแตนเบี้ยน

 

โรคที่สำคัญในกระเจี๊ยบ

โรคที่สำคัญและเป็นปัญหามากที่สุดในการปลูกกระเจี๊ยบเขียวของเกษตรกร คือ โรคไวรัส ซึ่งงานวิจัยพบว่าแมลงประเภท ปากดูด เช่น แมลงหวี่ขาว เพลี้ยจักจั่น เป็นพาหะนำเชื้อไวรัสให้แพร่กระจายไปในแปลงปลูกพืช เชื้อไวรัส มีหลายชนิด (Begomovirus) และทำให้เกิดอาการบนใบกระเจี๊ยบแตกต่างกัน เรียกชื่อโรคตามอาการที่เห็น เช่น โรคเส้นใบเหลือง (yellow vein mosaic disease: YVMD) โรคใบม้วนไวรัส (okra leaf curl disease: OLCD)


โดยมีแมลงหวี่ขาวเป็นพาหะ ต้นกระเจี๊ยบเขียวที่เป็นโรคจะแสดงอาการเส้นใบเหลือง ยอดเหลือง ฝักมีสีเหลือง ลำต้นเหลือง และเตี้ยแคระแกร็น โดยจะระบาดลุกลามไปทั่วทั้งแปลง อย่างรวดเร็ว มักระบาดได้ตลอดฤดูปลูก

การป้องกันกำจัด

โรคเส้นใบเหลือง  ที่มีแมลงหวี่ขาวเป็นพาหะนำโรคไวรัส ฉีดพ่นด้วยเชื้อบิวเวอร์เรีย ในอัตรา 50 – 100 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร

(คลิกสั่งซื้อสินค้าที่รูปภาพ)

ที่มา : กรมวิชาการเกษตร และ ศูนย์วิจัยเอสวีกรุ๊ป


ฝากคำถามเรื่องเกษตรกรรม การป้องกัน, การรักษาโรคพืช,  การกำจัดแมลงศัตรูพืช, หรือสอบถามข้อมูลผลิตภัณฑ์ได้ที่ Line Add Friends ครับ

เพิ่มเพื่อน

บทความยอดนิยม

สินค้าที่เกี่ยวข้อง