ปลูกพืชในโรงเรือนใช้น้ำน้อยแต่กำไรมาก

867

เมื่อได้ความรู้นี้ไป ก็จะได้เผยแพร่ไปยังภูมิลำเนาของตัวเอง ก็น่าจะเป็นประโยชน์ อีกอย่างทางครอบครัวก็จะเห็น แล้วก็จะได้นำไปใช้ และเป็นตัวอย่าง เป็นแรงจูงใจ ให้เห็นคนที่เรารู้จักทำงานอะไร อาจจะไม่ต้องเป็นลูกหลาน ญาติพี่น้องก็ได้ บางทีเห็นคนรู้จักทำอะไรนี่ จะมีความรู้สึกอยากทำ เป็นแรงจูงใจ เป็นตัวอย่างที่ดี ต่อไปก็จะช่วยให้ชีวิตมีทางเลือกมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาอย่างทุกวันนี้ ขอให้ทุกคนเราผ่านพ้นทุกอย่างที่เป็นปัญหาไปด้วยกัน และมีความเจริญก้าวหน้าถ้วนทั่ว ต่อ ๆ ไป

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีได้มีพระราชดำรัสระหว่างทรงติดตามการดำเนินโครงการทหารพันธุ์ดี ณ ค่ายสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลกเมื่อ 29 ก.พ.ที่่ผ่านมา และทรงแสดงความเป็นห่วงสถานการณ์ภัยแล้ง เชื้อไวรัสโควิด 19 และสนับสนุนให้ผู้ว่างงานหันมาประกอบอาชีพเกษตรกรรมซึ่งใช้ต้นทุนน้อยกว่าอาชีพอื่น

มูลนิธิปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ ได้แนะแนวทางให้เกษตรกรฝ่าวิกฤตภัยแล้ง และเริ่มนำร่องด้วยโครงการ ปลูกผักโรงเรือน แก้ปัญหาภัยแล้ง ในพื้นที่ปิดทองหลังพระฯ บ้านโคกล่าม-แสงอร่าม ตำบลกุดหมากไฟ อำเภอหนองวัวซอ จังหวัดอุดรธานี โดยมีเกษตรกรต้นแบบ 19 รายเข้าร่วม

ทั้งนี้ โครงการปลูกผักโรงเรือนเพื่อแก้ปัญหาภัยแล้ง เรียกว่าเป็นการทำการเกษตรแม่นยำ ซึ่งสามารถวางแผน กำหนดระยะเวลาการปลูกได้อย่างถูกต้อง และครั้งนี้เป็นการปลูกผักในโรงเรือนครั้งแรก เกษตรกรเลือกพืชที่มีประสบการณ์ปลูกมาแล้ว คือ ต้นหอม ผักชี เนื่องจากเป็นที่ต้องการของตลาดช่วงหน้าแล้ง ขายได้ราคาดี ใช้เวลาปลูก 45 วันก็เก็บเกี่ยวได้ ในส่วนของโรงเรือนปลูกผัก มีขนาด 6×24 ตารางเมตร มีโต๊ะปลูกผักจำนวน 8 โต๊ะ ใน 1 ปีสามารถปลูกได้ถึง 8 ครั้ง

ส่วนน้ำที่ใช้ในการรดผักเป็นแบบน้ำหยด ใช้น้ำจากแหล่งน้ำธรรมชาติและบ่อบาดาลที่เกษตรกรมีอยู่แล้ว สูบโดยเครื่องสูบน้ำพลังงานแสงอาทิตย์ขึ้นถังพักน้ำและกระจายน้ำสู่โต๊ะปลูกผัก ซึ่งระบบน้ำหยดจะใช้น้ำน้อยกว่าสปริงเกอร์ 18 เท่า ใช้น้ำน้อยกว่าการปลูกข้าว 112 ลูกบาศก์เมตร/ไร่

แม้ค่าลงทุนโรงเรือนปลูกผักครั้งแรกจะมีราคาสูงประมาณ 140,000 บาท แต่จะประหยัดในเรื่องการใช้ปุ๋ยและยาฆ่าแมลง เนื่องจากโรงเรือนปลูกผักแบบโต๊ะจะสามารถควบคุมดินปลูก ป้องกันแมลงได้ และใช้วัสดุที่หาได้ง่าย ทำได้เอง เกษตรกรสามารถซ่อมแซมได้หากเกิดการชำรุด เสียหาย ด้านรายได้การปลูกผักในโรงเรือนฯ จะมีรายได้มากกว่า 190,000 บาท/ไร่/ปี ขณะที่ปลูกข้าว รายได้ 4,365 บาท/ไร่/ปี ข้าวโพด 3,321 บาท/ไร่/ปี รวม 7,686 บาท เมื่อเทียบกันแล้วการปลูกผักในโรงเรือนใช้น้ำน้อยได้กำไรมากกว่าข้าวและข้าวโพดประมาณ 25 เท่า และเป็น 71 เท่าของมันสำปะหลังที่มีรายได้ 2,700 บาท/ไร่/ปี สำหรับการลงทุนต่อ 1 โรงเรือน เกษตรกรจะต้องทยอยคืนเงินกลับสู่กองทุน คาดการณ์จะคืนทุนภายใน 3 ปี

ที่มา-มูลนิธิปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ,เรารัก กรมสมเด็จพระเทพรัตน์ : Our Beloved Princess Maha Chakri

นามปากกาตะวันกับญาดา

 

 

สินค้าที่เกี่ยวข้อง

error: Content is protected !!