รับมืออาการเนื้อแก้วในมังคุด ด้วยธาตุอาหารเสริม “แคลรอน”

เนื้อแก้วในมังคุด
533

ปัญหาอย่างหนักที่เกษตกรผู้ปลุกมังคุดมักจะเจอในช่วงฤดูร้อนที่มีสภาพอากาศร้อนสลับกับการมีฝนตกก็คืออาการเนื้อแก้วและยางไหล ซึ่งจะส่งผลต่อการได้ผลผลิตที่มีคุณภาพมีปริมาณลดลง

โดยอาการเนื้อแก้วจะสังเกตเห็นว่าเนื้อมังคุดจะใส กรอบ และมีลักษณะคล้ายฉ่ำน้ำอยู่ในเนื้อ มีรสชาติจืด  โดยเนื้อมังคุดที่มาอาการเนื้อแก้วนี้อาจจะมีสีขาวใสในบางกลีบหรือบางส่วนของกลีบ และมักจะพบในกลีบที่ใหญ่ที่สุด แต่บางครั้งก็เป็นเนื้อแก้วทั้งผล ซึ่งถ้าดูจากภายนอกจะเห็นผิวเปลือกผลมังคุดเป็นจุดๆ

เนื้อแก้วในมังคุด

สำหรับอาการยางไหลอาจพบน้ำยางสีเหลืองไหลอยู่ภายในผล และน้ำยางบางส่วนไหลออกมาภายนอกผล ซึ่งอาการเนื้อแก้วและยางไหลส่วนมากมักจะพบคู่กันหรือบางครั้งอาจพบแต่อาการยางไหลก็ได้  อาการเนื้อแก้วในมังคุดมักจะเกิดจากการรับน้ำหรือให้น้ำไม่สม่ำเสมอ และเมื่อมีฝนตกชุกในช่วงผลใกล้แก่ทำให้ผลมังคุดได้รับน้ำอย่างกระทันหัน ทำให้เซลล์ของเนื้อมังคุดแตก เนื้อผลภายในดูดน้ำเข้าไปในปริมาณมาก ทำให้ขบวนการสะสมแป้งและน้ำตาลเปลี่ยนแปลงตามไปด้วย เนื้อผลจะฉ่ำน้ำมองเห็นเป็นสีใส ความหวานลดลง ไม่น่ากินและขายไม่ได้ราคา

เนื้อแก้วในมังคุด

แนวทางป้องกันปัญหาอาการเนื้อแก้วและยางไหลแนะนำว่าเกษตรกรควรให้น้ำอย่างเพียงพอและสม่ำเสมอ ความต้องการน้ำของต้นมังคุดคือทุกสามวันในกรณีที่ฝนไม่ตก หากมีฝนตกหนักเกษตรกรควรระบายน้ำออกจากแปลงให้ได้มากที่สุด เพื่อลดการเกิดอาการเนื้อแก้วและยางไหล

และปัญหาอีกอย่างหนึ่งที่ทำให้มังคุดไม่แข็งแรงก็คือการขาดธาตุอาหารรองที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตโดยเฉพาะแคลเซียมและโบรอน [คลิกดูรายละเอียดสินค้า] ซึ่งอาจแก้ไขด้วยการปรับปรุงดินด้วยการให้มีความเป็นกรดน้อยลงเพราะจะช่วยให้ดูดซึมแคลเซียมได้ดีขึ้น หรืออาจเพิ่มแคลเซียมด้วยการให้ปุ๋ยตามปกติ หรือให้ปุ๋ยที่ฉีดพ่นทางใบ

โรคผลเน่าในทุเรียน

ศูนย์วิจัยเอสวีขอแนะนำ “แคลรอน” [คลิกดูรายละเอียดสินค้า] ซึ่งมีธาตุอาหารแคลเซียมและโบรอนเป็นส่วนประกอบสำคัญ โดยมีปริมาณธาตุแคลเซียม 15% และโบรอน 0.2 % โดยควรใช้คู่กับปุ๋ยทางดิน และควรฉีดพ่นในเวลาเช้าหรือเย็น ในเวลาที่อากาศไม่ร้อน ลมไม่แรง และคาดว่าฝนจะไม่ตก ขณะฉีดพ่น พืชต้องไม่เหี่ยวเฉาหรือขาดน้ำ และไม่ควรฉีดพ่นจนเปียกโชกด้วย การฉีดพ่นในพืชชนิดต่างๆ ควรใช้อัตรา 10-20 ซีซีต่อน้ำ 20 ลิตร โดยฉีดพ่นเป็นละอองเล็กๆ ให้ทั่วทุกส่วนของพืช ฉีดทุก 7-10 วัน

ที่มา-ศูนย์วิจัยเอสวี

นามปากกา : ตะวันกับญาดา 

บทความที่เกี่ยวข้อง

สินค้าที่เกี่ยวข้อง

error: Content is protected !!