หมดห่วงโรคใบจุดใน”กุหลาบ”

ป้องกันโรคใบจุดกุหลาบ
460

กุหลาบ เป็นดอกไม้ที่ได้รับความนิยมปลูกมากที่สุดชนิดหนึ่งของโลกที่มีต้นกำเนิดจากทวีปเอเชีย ผู้คนนิยมปลูกเพื่อความสวยงาม ตกแต่งสวน ประดับตกแต่งบ้าน สถานที่ ปลูกเพื่อการค้า การคัดเลือกพันธุ์กุหลาบในปัจจุบันมักคำนึงถึงผลผลิตสูง ปัจจุบันกุหลาบดอกเล็กให้ผลผลิตสูงถึง 300 ดอกต่อตารางเมตรต่อปี อายุการปักแจกันนาน พันธุ์กุหลาบทั่วไปปกติจะบานได้เพียง 5 – 6 วัน ปัจจุบันกุหลาบพันธุ์ใหม่ๆ สามารถบานได้ทนถึง 2 สัปดาห์ กุหลาบที่ไม่มีหนาม หรือมีหนามน้อยเพื่อความสะดวกในการจัดการ สีสด สีแดงยังคงครองตลาดอยู่ รองลงมาคือสีชมพู สีอ่อนเย็นตา และสองสีในดอกเดียวกัน กลิ่นหอมมักไม่ทน แต่ก็มีการผสมพันธุ์กุหลาบตัดดอกกลิ่นหอมบ้าง สำหรับตลาดท้องถิ่น มีความต้านทานโรค และทนความเสียหายจากการจัดการสูง ประเทศไทยมีศักยภาพในผลิตกุหลาบคุณภาพสูงอย่างต่อเนื่อง หากแต่จะต้องผลิตในพื้นที่ที่เหมาะสม คือพื้นที่สูงมากกว่า 800 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล แทนการปลูกในที่ราบซึ่งจะได้คุณภาพดีในช่วงฤดูหนาวเท่านั้น ดังนั้นการผลิตกุหลาบมีแนวโน้มเพิ่มพื้นที่การผลิตบนที่สูงมากขึ้น

เนื่องจากช่วงนี้สภาพอาการฝนชุก หยุดตกเมื่อไร อากาศร้อนสลับขึ้นมาทันที สภาพอากาศเช่นนี้เป็นใจให้เชื้อราเจริญเติบโตเข้าไปทำลายพืชได้เป็นอย่างดี อาจส่งผลกระทบต่อการปลูกกุหลาบ แนะนำเกษตรกรเจ้าของสวนกุหลาบให้เตรียมรับมือ…โรคใบจุดดำ

โรคใบจุดดำกุหลาบ (Black leaf spot of roses) 

เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อรา ที่สามารถพบได้ทุกระยะการเจริญเติบโตของกุหลาบ สาเหตุเชื้อรา (แบบไม่ใช้เพศ) Marssonina rosae (Lib) Lind. และ (แบบใช้เพศ) Diplocarpon rosae wolf แผลเริ่มแรกเป็นจุดกลมเล็กๆ จนถึงจุดเหลี่ยมสีน้ำตาลขอบแผลมักไม่เรียบอาจจะเป็นจุดเล็กๆ แตกกระจายตามขอบ แตกต่างจากโรคที่เกิดจากเชื้อรา Cercospora ใบมักเหลืองและมีจุดดำๆ เป็นลักษณะของโรคใบจุดดำในกุหลาบ เชื้อสามารถแพร่กระจายไปยังส่วนอื่นๆ ได้โดยน้ำฝน เกิดลุกลามได้รวดเร็วในช่วงที่มีความชื้นสูง โรคใบจุดดำกุหลาบพบอย่างกว้างขวาง ที่ใดก็ตามที่ปลูกกุหลาบก็มักจะมีโรคนี้เกิดขึ้นเสมอ


ดังนั้น เกษตรกรผู้ปลูกกุหลาบควรหมั่นตรวจและกำจัดวัชพืชในแปลงและรอบแปลงปลูกอย่างสม่ำเสมอ เพื่อลดความชื้น ลดแหล่งสะสมเชื้อรา ทำให้สภาพแวดล้อมไม่เหมาะสมต่อการระบาดของเชื้อรา

หากเริ่มพบต้นที่เป็นโรค ให้ตัดส่วนที่เป็นโรคและเก็บใบที่ร่วงหล่น ไปเผาทำลายนอกแปลงปลูกทันที เพื่อลดการแพร่ระบาดของเชื้อรา

กรณีโรคยังคงระบาด ให้พ่นด้วยราแบคฟูลาร์ ชีวภัณฑ์ป้องกันกำจัดโรคพืช ฉีดพ่นทันที ใช้เชื้อ 50 กรัม/ น้ำ 20 ลิตร ผสมให้เข้ากัน นำไปฉีดพ่นทุก 5-7 วัน พ่นได้ในทุกระยะการเจริญเติบโตของพืช (ใช้ผสมน้ำฉีดพ่น หรือ ใช้ทาแผลก็ได้ )  ในช่วงดอกบาน สามารถฉีดพ่นได้ เพื่อป้องกันเชื้อราเข้าดอก

*** แนะนำ ควรฉีดพ่นช่วงเย็น และหลีกเลี่ยงแสงแดดจัด

สามารถขยายเชื้อได้

ขยายเชื้อด้วยอาหาร นำผงเชื้อใส่ขวดสะอาด เติมอาหารลงไป หมักไว้ 1 วัน เขย่าขวดวันละ 1-2 ครั้ง

อาหารสำหรับหมักเชื้อ อัตราการใช้

  • นมสด 1 กล่อง/ เชื้อ 1 ช้อนโต๊ะ/ น้ำ 1 ลิตร เชื้อขยาย 1 ชุด ผสมน้ำได้ 20-30 ลิตร เติมสารจับใบ นำไปฉีดพ่นทุก 5-7 วัน
  • ไวตามิลค์ 1 กล่อง/ เชื้อ 1 ช้อนโต๊ะ/ น้ำ 1 ลิตร เชื้อขยาย 1 ชุด ผสมน้ำได้ 20-30 ลิตร เติมสารจับใบ นำไปฉีดพ่นทุก 5-7 วัน
  • น้ำเต้าหู้เย็นแล้ว 1 ถุง/ เชื้อ 1 ช้อนโต๊ะ/ น้ำ 1 ลิตร เชื้อขยาย 1 ชุด ผสมน้ำได้ 20-30 ลิตร เติมสารจับใบ นำไปฉีดพ่นทุก 5-7 วัน
  • น้ำมะพร้าวอ่อน 1 ผล/ เชื้อ 1 ช้อนโต๊ะ/ น้ำ 1 ลิตร เชื้อขยาย 1 ชุด ผสมน้ำได้ 20-30 ลิตร เติมสารจับใบ นำไปฉีดพ่นทุก 5-7 วัน

นอกจากนี้ ให้เกษตรกรหลีกเลี่ยงการให้น้ำแบบพ่นฝอย เพราะจะทำให้ใบกุหลาบมีความชื้นสูง หรือกรณีที่จำเป็นต้องให้น้ำแบบพ่นฝอย เกษตรกรควรให้น้ำในตอนเช้า และเมื่อได้นำอุปกรณ์เครื่องมือเครื่องใช้ทางการเกษตรไปใช้กับต้นที่เป็นโรคในแปลงที่มีการระบาด…ควรล้างทำความสะอาดและผึ่งแดดให้แห้งหลังการใช้งานทุกครั้งด้วย.

ป้องกันโรคใบจุดกุหลาบ

ขอบคุณที่มา : กรมวิชาการเกษตร

ปรึกษาปัญหาโรคพืชฟรี แอดไลน์

 

สินค้าที่เกี่ยวข้อง

error: Content is protected !!